เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 22

พบพานอาจารย์หญิง

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“เจ้าคิดว่าวิถีดาบที่แท้จริง คือการรังสรรค์รอยแผลให้ศัตรู หรือการลบเลือนรอยแผลในใจตนเองกันแน่ ฉินเฟย?” น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งท่ามกลางหุบเขาที่ไร้ซึ่งสรรพเสียง ฉินเฟยชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินอยู่บนทางชันของเขาเมฆาคล้อย เขาไม่ได้หันกลับไปในทันที แต่รับรู้ได้ถึงไอสังหารที่บางเบาจนเกือบเป็นศูนย์ ทว่ากลับกดทับจิตวิญญาณของเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความว่างเปล่า เขาค่อยๆ หมุนกายกลับไปเบื้องหลัง สตรีในชุดสีเทาหม่นดุจก้อนเมฆที่ถูกลืมเลือนยืนอยู่บนกิ่งสนหักผุ นางสวมหมวกคลุมหน้าปิดบังใบหน้าครึ่งบน ทิ้งไว้เพียงริมฝีปากที่ประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ และดวงตาที่ลึกซึ้งดุจดารานับหมื่นที่ดับแสงไปแล้ว “ผู้อาวุโส… ท่านหมายถึงสิ่งใด?” ฉินเฟยประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความระแวดระวัง เพราะเขาสัมผัสได้ว่า แม้เพียงปลายนิ้วของสตรีผู้นี้ ก็สามารถพรากชีวิตเขาได้ในกระพริบตา “คนหนุ่มมักหลงลืมว่าดาบที่คมที่สุด คือดาบที่วางลงได้ในเวลาที่ควร” สตรีลึกลับกระโดดลงจากกิ่งสนอย่างแผ่วเบา ร่างกายของนางเคลื่อนไหวประหนึ่งควันไฟที่ไร้แรงต้านทาน นางเดินผ่านฉินเฟยไปอย่างเนิบนาบ “เจ้าแบกความแค้นต่อเซียนกระบี่เมฆาไว้หนักเกินไป จนลืมไปว่าการจะก้าวข้ามเขา เจ้าต้องไม่มีแม้แต่เงาของเขาอยู่ในใจ” ฉินเฟยขมวดคิ้วแน่น “ท่านลุงอาจารย์ถูกเขาสังหารต่อหน้าข้า ความอ่อนแอในวันนั้นกลายเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามวิญญาณข้าไว้ การไม่แค้น… มิใช่การลบหลู่ผู้ตายหรอกหรือ?” “ข้ามิได้บอกให้เจ้าลืม แต่ข้าบอกให้เจ้า ‘ปล่อย’” นางหยุดเดินแล้วหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบกายฉินเฟยราวกับกำลังอ่านอักขระบนผืนหนังที่มองไม่เห็น “วิถีดาบไร้ลักษณ์ที่เจ้าหมายมั่น มิใช่การทำให้ดาบหายไปจากมือ แต่มันคือการทำให้ ‘ตัวตน’ ของเจ้าหายไปจากโลกของมัน” ฉินเฟยรู้สึกเหมือนถูกค้อนเหล็กทุบลงที่กลางอก คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของนางสั่นคลอนรากฐานการบำเพ็ญที่เขาเพียรพยายามมาตลอดสามปี เขาตั้งท่าจะโต้แย้ง แต่กลับพบว่าไม่มีถ้อยคำใดที่ทรงพลังพอจะหักล้างปรัชญาของนางได้ “ข้าคือใคร?” สตรีลึกลับถามขึ้นกะทันหัน “ท่านคือผู้อาวุโสที่ข้าไม่เคยพบพานมาก่อน” “ผิดแล้ว” นางหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเขา “ข้าคือคนที่เฝ้ามองเจ้ามาตลอดตั้งแต่ที่เจ้าเริ่มจับไม้แทนดาบเล่มแรก… ฉินเฟย เจ้าคิดหรือว่าเหตุใดดาบที่เจ้าได้รับสืบทอดมา ถึงเลือกเจ้าในวันที่คนทั้งสำนักถูกสังหารจนสิ้น?” ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศ ลมหายใจของฉินเฟยสะดุดกึก เขานึกย้อนไปถึงวันที่สำนักถูกกวาดล้าง กระบี่เหล็กสนิมเขรอะเล่มนั้นพุ่งเข้ามาในมือเขาเอง ราวกับมีจิตวิญญาณ แต่นั่นเป็นเพียงความบังเอิญไม่ใช่หรือ? หรือว่า... “ท่าน… ท่านรู้จักอาจารย์ของข้า?” นางไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับก้าวเดินไปที่โขดหินริมหน้าผา ก่อนจะวาดมือผ่านอากาศเปล่าๆ เกิดเป็นระลอกคลื่นพลังปราณที่บิดเบี้ยว ทันใดนั้น หมอกหนาทึบเบื้องหน้าก็จางหายไป เผยให้เห็นภาพของค่ายกลโบราณที่สลักลึกลงในเนื้อหิน ร่องรอยของพลังงานที่ไหลเวียนอยู่นั้น คล้ายกับวิถีดาบที่เขาพยายามฝึกฝนอย่างไม่ผิดเพี้ยน “เจ้ามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก่อนที่เซียนกระบี่เมฆาจะรู้ตัวว่าเจ้าอยู่ที่นี่” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นจริงจัง “หากเจ้าปรารถนาจะก้าวพ้นขีดจำกัดแห่งเซียน จงมองดูค่ายกลนี้แล้วตอบข้า… หากทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนไร้ลักษณ์ แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังยึดติดกับคมดาบที่ต้องใช้นิ้วมือจับถือ?” ฉินเฟยทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าค่ายกล จิตสัมผัสของเขาพุ่งตรงสู่รอยสลักเหล่านั้น ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนหิน จิตวิญญาณของเขาก็ถูกกระชากเข้าสู่มิติที่เต็มไปด้วยแสงดาบที่พร่างพราย ดาบนับหมื่นเล่มที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีที่มา และไม่มีที่ไป พุ่งทะลวงผ่านร่างของเขาไปนับครั้งไม่ถ้วน ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าเขากลับพบว่า ยิ่งเจ็บปวด จิตใจเขายิ่งแจ่มชัด เขากำลังสัมผัสถึงความลับของ “ไร้ลักษณ์” อย่างแท้จริง มันมิใช่พลัง แต่เป็นความว่างที่พร้อมจะบรรจุทุกสิ่ง! ผ่านไปชั่วยาม ร่างของฉินเฟยโชกไปด้วยเหงื่อ ดวงตาของเขาเปิดกว้างขึ้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความโกรธแค้นที่เคยสุมอยู่ในอกมลายหายไป เหลือเพียงความสงบนิ่งที่น่าสะพรึงกลัวดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ รัศมีปราณรอบกายเขาจางหายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่กลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์ “เจ้าบรรลุแล้ว” สตรีลึกลับเอ่ยชมเชยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ดาบในมือ… คือตัวเจ้าเอง” “ข้าพร้อมแล้วที่จะทวงคืนทุกอย่าง” ฉินเฟยกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยพลังที่สั่นสะเทือนปฐพี สตรีลึกลับพยักหน้า นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวและร่างของนางก็เริ่มเลือนหายไปในกลีบเมฆ “ก่อนจะไป… เจ้าควรหันไปมองข้างหลังเสียหน่อย ดูเหมือนว่า ‘แขกที่ไม่ได้รับเชิญ’ จะมาเร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้” ฉินเฟยหันกลับไปโดยสัญชาตญาณ ทว่าภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังกลับทำให้หัวใจของเขาต้องหยุดเต้นชั่วขณะ ร่างของผู้ชายที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์สะอาดตา ใบหน้าของเขางดงามทว่าแฝงด้วยแววตาที่เย่อหยิ่งดุจเทพเซียน เขากำลังถือร่มกระดาษน้ำมันสีแดงสด ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เพิ่งเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างผิดธรรมชาติ “ศิษย์รัก… ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะแอบหนีมาพบกับ ‘อดีตภรรยาข้า’ ในที่แห่งนี้” เซียนกระบี่เมฆายิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความอำมหิตที่ทำให้แม้แต่สายฝนยังต้องแข็งค้าง “และเจ้า… เจ้าเลิกซ่อนตัวได้แล้ว อดีตยอดฝีมือที่ข้าเคยคิดว่าตายไปแล้วนับร้อยปี” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษามั่นในวิถีดาบไปพร้อมกับข้าในบทนี้นะครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%