เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 13

กลิ่นอายศัตรู

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"เจ้ามั่นใจหรือว่าสิ่งที่ข้าสัมผัสได้... คือความว่างเปล่า?" ฉินเฟยเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับยอดเขาไร้นาม เสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับคมกริบราวกับใบดาบที่เพิ่งถูกลับจนขึ้นเงา ดวงตาเรียวคมของเขาไม่ได้จับจ้องไปยังทัศนียภาพเบื้องหน้า ทว่ากลับจับจ้องไปยัง 'ร่องรอย' ของการบิดเบี้ยวในมิติอากาศที่เบาบางจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ข้างกายเขามีเพียงความเงียบและไอเย็นจากฝักดาบที่สั่นไหวเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สัญชาตญาณของนักดาบผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนเตือนภัย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ 'กลิ่นอาย' นั้นทำให้โลหิตในกายเขารู้สึกเดือดพล่านด้วยความแค้นที่ฝังรากลึก "นายน้อย... ท่านสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายดินประสิวผสมกลิ่นจันทน์หอมนั่นหรือไม่?" เสียงหนึ่งแว่วขึ้นมาจากเงามืดด้านหลัง แม้จะเป็นเพียงเสียงกระซิบ แต่มันแฝงไว้ด้วยความตระหนกที่พยายามปกปิดอย่างสุดความสามารถ ฉินเฟยหลับตาลง สัมผัสพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศรอบตัว ความว่างเปล่าที่ผู้ฝึกตนทั่วไปมองเห็น แท้จริงแล้วกำลังถูก 'รบกวน' ด้วยพลังปราณอันเย่อหยิ่งและดุดัน มันเป็นพลังที่เขาจำฝังใจมาตลอดสามปี... พลังของสำนักเมฆา "สำนักเมฆา..." ฉินเฟยพึมพำ ชื่อนี้เปรียบเสมือนรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย "พวกมันไม่ได้มาเพื่อล่าอสูรหรือแสวงหาสมบัติ แต่มันมาเพื่อตามหา 'ร่องรอย' ของข้า" เขาไม่ได้หันไปมองผู้ติดตาม แต่กลับวางมือลงบนด้ามดาบไร้ลักษณ์ นิ้วมือกร้านจากการฝึกฝนลูบไล้ผ่านลวดลายที่สลักไว้บนด้ามดาบอย่างแผ่วเบา จังหวะการหายใจของเขาเริ่มประสานเป็นหนึ่งเดียวกับดาบในฝัก ทุกการเคลื่อนไหวดูเชื่องช้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้มวลอากาศรอบตัวหนักอึ้ง "พวกมันห่างออกไปสามร้อยจั้ง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ" ฉินเฟยกล่าวพลางลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนจากสุขุมเป็นนิ่งสงบดุจผิวน้ำในยามราตรีที่ไร้กระแสลม "ไอสังหารที่พวกมันปล่อยออกมานั้นไม่เนียนตาเอาเสียเลย คิดจะใช้กลิ่นอายธาตุเมฆาลวงข้า แต่กลับลืมไปว่า... ในดินแดนที่ไร้ซึ่งเมฆา ยิ่งปล่อยพลังออกมามากเท่าใด ก็ยิ่งเปรียบเสมือนการจุดคบเพลิงท่ามกลางความมืดมิด" ฉินเฟยสาวเท้าก้าวออกไป การเดินของเขาไร้ซึ่งเสียง ไร้ซึ่งร่องรอยเท้าบนพื้นหิน แต่มันกลับดูหนักแน่นและรวดเร็วราวกับเงาที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับจังหวะของใจเต้น ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวผ่าน ดอกหญ้าที่ควรจะไหวเอนตามแรงลมกลับนิ่งสนิทราวกับเวลาได้หยุดเดินไว้ ณ ชั่วขณะนั้น เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินริมหน้าผา ปล่อยให้ความมืดเข้าปกคลุมร่าง กลิ่นอายของศัตรูที่เขาติดตามมาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาแต่ไร้ระเบียบของกลุ่มผู้บุกรุก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของบรรดาศิษย์ระดับกลางจากสำนักเมฆาที่ยังขาดการฝึกจิตให้เหนือชั้น 'พวกมันกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ' ฉินเฟยคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น มันเป็นยิ้มของคนผู้ที่มองเห็นจุดจบของบทละครก่อนที่มันจะแสดงถึงฉากสุดท้ายเสียด้วยซ้ำ เขาขยับมือเพียงเล็กน้อย ปราณกระบี่ที่บ่มเพาะมานับแรมปีค่อยๆ แผ่ออกมาจากร่างราวกับสายหมอกที่ไร้สี หากแต่หมอกนี้นั้นสามารถตัดแบ่งมิติและทำลายปราณของผู้อื่นได้เพียงแค่สัมผัส นี่คือวิถีแห่ง 'ไร้ลักษณ์' ที่เขาต้องแลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตาจากเหตุการณ์นองเลือดเมื่อสามปีก่อน ทันใดนั้นเอง กลิ่นอายที่เขาสัมผัสได้ก็เปลี่ยนไป... จากความเย่อหยิ่งกลายเป็นความหวาดหวั่นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าที่เคยเดินหน้าอย่างมั่นคงกลับชะงักลงเหมือนเจอเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น "นั่นใคร!" เสียงตะโกนก้องดังมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้า พร้อมกับประกายกระบี่แสงสีฟ้าที่ตวัดฟันอากาศออกมาอย่างสะเปะสะปะ ฉินเฟยไม่ขยับกายแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่หลับตาลงและปลดปล่อยจิตสัมผัสให้ขยายตัวออกไปราวกับตาข่ายที่ไร้ขอบเขต เขาเห็นภาพของชายฉกรรจ์สามคนในชุดคลุมสีขาวขลิบทองที่ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ก้อนเมฆ พวกมันกำลังหอบหายใจอย่างหนัก ราวกับถูกแรงกดดันบางอย่างจากสภาพแวดล้อมที่ฉินเฟยสร้างขึ้นรุมล้อมเอาไว้ "พวกเจ้ากำลังตามหาคนผู้หนึ่งอยู่ใช่หรือไม่?" ฉินเฟยกล่าวออกมาจากเงามืด เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกขนลุกชัน ทั้งสามคนหยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก พวกมันกราดสายตามองหาต้นเสียง แต่ทว่า... ฉินเฟยกลับยืนอยู่ตรงนั้น ยืนอยู่ในที่ที่พวกมันมองผ่านไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา ราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้ว "เจ้าคือ... ฉินเฟย!" หนึ่งในนั้นอุทานออกมา มือที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ "ข้าเอง" สิ้นคำนั้น ฉินเฟยก็หายวับไปจากโขดหินราวกับฟองอากาศที่แตกสลาย สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องเขา ทว่าในวินาทีถัดมา กระบี่ในมือของศัตรูทั้งสามกลับหักสะบั้นลงพร้อมกันโดยที่ไม่มีใครทันได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น! ทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกนั้นเอง เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากเหนือหัวของพวกเขา ไม่ใช่เสียงของฉินเฟย แต่เป็นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาด นางก้าวออกมาจากหลังโขดหินที่มืดมิดที่สุด พร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกายสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งฉินเฟยไม่เคยพบเห็นมาก่อนตลอดการเดินทางครั้งนี้ "อย่าได้หลงระเริงไปว่าเจ้าคือผู้ล่าเพียงคนเดียวเลย... ฉินเฟย" นางกล่าวพลางร่อนตัวลงจากยอดหินด้วยท่าทีสง่างามราวกับเทพธิดา แต่ละจังหวะที่เท้าแตะพื้น กลิ่นอายของสำนักเมฆาที่เคยชัดเจนกลับมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นอายสังหารที่เยือกเย็นยิ่งกว่าความตาย "แม่นาง... เจ้าเป็นใครกันแน่?" ฉินเฟยถาม เสียงของเขาแฝงความระแวดระวัง นี่ไม่ใช่คนของสำนักเมฆา แต่เป็นภัยคุกคามที่เขาไม่อาจประเมินค่าได้ นางยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดก่อนจะกระซิบคำที่ทำให้หัวใจของฉินเฟยแทบหยุดเต้น "ข้าคือคนที่จะมาแจ้งข่าวร้ายให้ท่านทราบ... อาจารย์ของท่านไม่ได้ตายเพราะความอ่อนแอของท่านเพียงอย่างเดียวหรอกนะ... แต่เขายังมี 'ความลับ' บางอย่างที่ท่านยังไม่รู้ ก่อนที่เขาจะสิ้นลมหายใจในอ้อมกอดของท่านในวันนั้น" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษามั่นในวิถีดาบไปพร้อมกับข้าในบทนี้นะครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%