"เจ้าคิดว่าดาบคือสิ่งใดกันแน่ ฉินเฟย?"
เสียงทุ้มต่ำของชายชราผู้ล่วงลับยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพ ทว่าสิ่งที่ฉินเฟยสัมผัสได้ในวินาทีนี้ มิใช่ไออุ่นจากคำสอน แต่เป็นความเย็นเยียบของคมเหล็กที่จ่ออยู่เหนือลำคอชายหนุ่มในถ้ำมืดมิด เขาไม่ได้ถือดาบ แต่ปลายนิ้วที่กรีดกรายในอากาศนั้น กลับแผ่รังสีคมกล้าจนผิวหนังเริ่มปริแตก
"ดาบมิใช่เหล็กกล้าที่ตีขึ้นจากเตาหลอม... แต่คือ 'เจตจำนง' ที่ไร้รูปร่าง" ฉินเฟยพึมพำขณะหลับตาลง เขานั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางหยดน้ำที่ตกกระทบโขดหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ในใจของเขาไม่ได้นึกถึงกระบวนท่าที่เคยฝึกฝน หากแต่นึกถึงวินาทีที่อาจารย์ถูกเซียนกระบี่เมฆาทะลวงอกด้วยปราณดรรชนีเมฆา ความอ่อนแอในตอนนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ล่ามวิญญาณเขาไว้
เขาเริ่มโคจรปราณตามคัมภีร์ 'วิถีดาบไร้ลักษณ์' ที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม ปราณสายหนึ่งไหลเวียนผ่านจุดชีพจรที่อุดตันมานานนับปี ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรทั่วร่าง ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน หยาดเหงื่อกาฬไหลพรากจนอาภรณ์ชุ่มโชก
*ฝืน! เจ้าต้องฝืนมัน!* ฉินเฟยขบกรามแน่นจนเลือดซึมออกมาจากมุมปาก
วิถีแห่งดาบมิใช่การทำลายล้างผู้อื่น แต่คือการทำลาย 'อัตตา' ของตนเอง ฉินเฟยสัมผัสได้ว่าเมื่อเขาลดทิฐิและยอมรับความพ่ายแพ้ในอดีต จุดชีพจร 'ฉี่ห่าย' ที่เคยปิดตายก็ค่อยๆ ขยายตัวออก กระแสพลังงานสีเงินยวงเริ่มหมุนวนอยู่ภายในร่างดั่งพายุทอร์นาโดที่ไร้ทิศทาง เขาตระหนักได้ทันทีว่า ดาบที่ไร้ลักษณ์ มิใช่ดาบที่ไม่มีรูปทรง แต่เป็นดาบที่พร้อมจะเปลี่ยนรูปทรงไปตามสภาวะจิตใจ
ทันใดนั้น ดวงตาของฉินเฟยเบิกโพลงขึ้น นัยน์ตาสีเข้มฉายประกายสีเงินวูบหนึ่ง เขาตวัดมือผ่านอากาศว่างเปล่าอย่างแช่มช้า ทว่าเพียงชั่วพริบตา ก้อนหินขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ากลับถูกเฉือนขาดออกเป็นสองซีกอย่างเรียบเนียนราวกับถูกตัดด้วยอาวุธเทพเจ้า ทั้งที่เขามิได้ถือสิ่งใดอยู่ในมือเลยแม้แต่น้อย
"นี่คือ... ปราณดาบแรกเริ่ม" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะก้มมองฝ่ามือที่ยังคงเรืองแสงจางๆ
ทว่าความเงียบสงบในถ้ำกลับถูกทำลายลงอย่างรุนแรง เมื่อไอสังหารสีดำมืดมิดพุ่งทะลุผนังถ้ำเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูและน่าสะอิดสะเอียน ร่างเงาสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ กลิ่นอายกดขี่ข่มเหงแผ่กระจายจนอากาศรอบข้างกลายเป็นสุญญากาศ
"บรรลุวิถีดาบได้เพียงเท่านี้ เจ้าก็เริ่มลำพองใจแล้วรึ ศิษย์รักของไอ้เฒ่าผู้ไร้น้ำยา" เสียงนั้นดังกังวานก้องถ้ำ ร่างที่ดูเลือนรางในเงามืดค่อยๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่เหี้ยมเกรียมและแววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด—นั่นคือเซียนกระบี่เมฆา เจ้าสำนักผู้หิวกระหายพลัง
ฉินเฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความเคียดแค้น แต่เขากลับปรับลมหายใจให้ราบเรียบราวกับผิวน้ำที่ไร้กระแสลม เขาประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ทว่านัยน์ตาที่จ้องมองศัตรูคู่อาฆาตกลับดุจดั่งใบดาบที่พร้อมจะปลิดชีพ
"ท่านอาจารย์มิได้ไร้น้ำยา ท่านเพียงแค่ไม่เคยทำตัวเป็น 'สุนัขรับใช้' ของกิเลสอย่างที่ท่านกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้" ฉินเฟยเอ่ยพลางย่างก้าวเข้าหาชายตรงหน้า
เซียนกระบี่เมฆาแค่นหัวเราะพลางแบมือออก ปราณเมฆาหมุนวนรวมตัวกันเป็นดาบโปร่งแสงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย "ดี! วาจาคมคายเช่นนี้แหละที่ข้าโปรดปราน หวังว่าฝีมือของเจ้าจะไม่ได้มีดีแค่ปาก... เตรียมตัวตายเสียเถิด"
ก่อนที่ดาบเมฆาจะพุ่งเข้าปะทะ ร่างเงาลึกลับอีกสายหนึ่งที่ซุ่มอยู่บนเพดานถ้ำกลับพุ่งลงมาขวางกั้นไว้พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยัน มันไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'ศิษย์พี่' ที่ฉินเฟยเชื่อว่าตายไปพร้อมกับอาจารย์ในวันนั้น ทว่าเขากลับถือกระบี่สีเลือดที่เปื้อนกลิ่นอายของเผ่ามารเอาไว้แน่น
"ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วยเจ้าหรอกนะฉินเฟย แต่ข้ามาเพื่อ 'เก็บเกี่ยว' พลังที่เจ้ายอมสละเลือดเนื้อแลกมาต่างหาก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายดาบที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและสัจธรรมนี้ครับ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ
เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 3
ปราณดาบแรกเริ่ม
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!