เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 49

ความโกรธาของสวรรค์

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
กงล้อแห่งกาลเวลาไม่เคยหยุดหมุน ทว่าณ เบื้องหน้าฉินเฟยเวลานี้ ห้วงอากาศกลับถูกบดอัดจนหยุดนิ่ง เม็ดเหงื่อเม็ดหนึ่งไหลรินจากขมับซ้ายผ่านกรอบหน้าคมคาย หยดลงกระทบกับคมดาบไร้ลักษณ์ที่ส่งเสียงครางฮัมต่ำราวกับมีชีวิต ความกดดันระดับที่สามารถบดขยี้ภูเขาให้กลายเป็นผุยผงกำลังกดทับลงบนบ่าของเขา "เจ้ามั่นใจแล้วหรือ ฉินเฟย..." น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังกังวานดังก้องมาจากความว่างเปล่า เบื้องบนคือท้องนภากว้างใหญ่ที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มจัดจนเกือบดำสนิท มวลเมฆอัคคีหมุนวนเป็นรูปตาข่ายยักษ์จ้องมองลงมา ราวกับสายตาของมหาเทพผู้ลงทัณฑ์ เซียนกระบี่เมฆายืนอยู่บนยอดผาไกลลิบ ริมฝีปากของมันแยยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่คมฉายแววสะใจระคนสมเพช "การฝืนลิขิตสวรรค์... ผลลัพธ์สุดท้ายมีเพียงความดับสูญ เจ้าเด็กโง่เขลา เจ้าคิดว่าวิชาดาบที่เจ้าบัญญัติขึ้นมาเอง จะต้านทานมหาทัณฑ์สวรรค์เก้าคราได้จริงหรือ!" ฉินเฟยไม่แม้แต่จะชายตามองศัตรูคู่แค้น สมาธิทั้งหมดของเขาถูกหลอมรวมเข้ากับวิถีเต๋าในใจ ดาบไร้ลักษณ์ในมือมิได้มีรูปร่างที่แน่นอน มันโปร่งใสราวกับอากาศธาตุ ทว่ากลับแผ่ไอสังหารที่ทำเอาปฐพีสั่นสะเทือน ภาพความทรงจำในอดีตวันนั้น—วันที่อาจารย์ต้องสิ้นชีพลงต่อหน้าต่อตาด้วยน้ำมือของพวกมัน ผุดวาบขึ้นมาในห้วงคำนึง ไม่ใช่เพื่อสร้างความโกรธแค้น แต่มันคือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงให้จิตวิญญาณแห่งดาบของเขาแกร่งกล้ายิ่งกว่าเพชร "สวรรค์หรือ..." ฉินเฟยแค่นหัวเราะแผ่วเบา น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณ "หากสวรรค์กำหนดให้ผู้คนต้องก้มหัวยอมจำนน หากวิถีเซียนคือการเป็นทาสรับใช้กฎเกณฑ์ที่พวกท่านขีดขึ้น เช่นนั้น ข้า ฉินเฟย ผู้นี้... จะขอใช้ดาบในมือ ฟันทำลายฟ้าดินนี้ให้สิ้นซาก!" เปรี้ยง! สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว สายฟ้าสีทองคำขาวขนาดเท่าลำต้นตาลก็พุ่งแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทสัมผัสจะตอบสนอง มันคืออัคคีสวรรค์บทที่สี่—ทัณฑ์ทำลายรากเหง้า! ฉินเฟยไม่หลบหนี เขาเลือกที่จะก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายพลุ่งพล่านด้วยพลังปราณแท้จริงที่ถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด ดาบไร้ลักษณ์ตวัดวาดเป็นวงโค้งอย่างไร้รูปแบบ ปราณดาบสายหนึ่งพุ่งทะยานสวนขึ้นไปปะทะกับสายฟ้าสีทองโดยตรง ตูมมมม! แรงระเบิดมหาศาลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของฉินเฟยแตกละเอียดเป็นร่องลึกนับพันวา เศษหินและฝุ่นผงถูกกวาดขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยคลื่นกระแทก ร่างของฉินเฟยไถลถอยหลังไปสามก้าว รอยเลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา แต่นัยน์ตาคู่เดิมกลับสุกสกาวดั่งดวงดาวในยามค่ำคืน ความเจ็บปวดทางกายไม่ได้ระคายผิวของจิตวิญญาณที่บรรลุสัจธรรมแล้วแม้แต่น้อย "ยัง... ยังไม่พอ" ฉินเฟยพึมพำกับตนเอง เขาเงยหน้าขึ้นมองมหาเมฆทัณฑ์ที่กำลังคำรามลั่นราวกับโกรธเกรี้ยวที่เหยื่อตัวจ้อยยังคงยืนหยัดท้าทาย บนยอดผา เซียนกระบี่เมฆาหุบยิ้มลงทีละน้อย ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามสันหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ "เป็นไปได้ ย่างไร... ผ่านไปสี่คราแล้ว แต่ออร่าของมันกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันใช้ทัณฑ์สวรรค์เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาวิชาดาบของตนเองอย่างนั้นหรือ!" ความตื่นตระหนกเริ่มกัดกินหัวใจของเซียนกระบี่เมฆา หากปล่อยให้ฉินเฟยทะลวงผ่านมหาทัณฑ์ครบเก้าครา วันตายของมันคงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน ทันใดนั้น ท้องนภาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด มวลเมฆอัคคีหยุดหมุนวน แต่กลับอัดแน่นจนกลายเป็นจุดศูนย์กลางสีดำมืดมิด ท่ามกลางความเงียบงัดที่น่าสะพรึงกลัว เสียงคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณของผู้ฝึกตนทั่วทั้งอาณาจักรดังขึ้น นั่นคือ "ความโกรธาของสวรรค์" ของจริง สายฟ้าทัณฑ์ที่ห้า... กำลังจะผ่าลงมาพร้อมกับกฎเกณฑ์แห่งการลบเลือนตัวตน! ฉินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ศาสตราวุธในมือสลายกลายเป็นละอองแสงก่อนจะรวมตัวกันใหม่ในรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด ไม่มีลวดลาย ไม่มีประกายแสงระยิบระยับ มีเพียงความว่างเปล่าที่แท้จริง เขากำด้ามดาบแน่น หัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกับชีพจรของขุนเขาและสายลม ในเสี้ยววินาทีที่สายฟ้าสีเลือดพุ่งทะยานลงมาดั่งอัสนีบาตล้างโลก ฉินเฟยก็หลับตาลง ปล่อยให้จิตสำนึกทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เขาไม่ได้ต้านทานด้วยพละกำลังอีกต่อไป แต่เขาเลือกที่จะ "กลืนกิน" และ "เข้าใจ" วิถีแห่งฟ้าดินในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น เปรี้ยงงงงงงง! แสงสีเลือดสว่างวาบจนกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ร่างของฉินเฟยถูกกลืนหายไปในทะเลเพลิงสายฟ้าอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ เซียนกระบี่เมฆายืนนิ่งค้าง ลมหายใจสะดุดกึกลงไปในลำคอ มันจ้องมองไปยังหลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาที่เบื้องล่างด้วยความหวingเหว. "มัน... ตายแล้วกระมัง?" ทว่า ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงฝีเท้าก้าวหนึ่งกลับดังขึ้น... *ตึง... ตึง... ตึง...* เป็นจังหวะที่มั่นคง หนักแน่น และทรงพลังเสียจนเซียนกระบี่เมฆาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อหมอกควันจางลง ภาพที่ปรากฏต่อสายทำให้โลหิตในกายของมันแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ฉินเฟยยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่มองเห็นกระดูก ทว่า... ทั่วทั้งร่างของเขากลับปรากฏออร่าสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นฟ้า แหวกกลุ่มเมฆทัณฑ์สีเลือดจนสลายหายไปในพริบตา! เขายังไม่ตาย... และดูเหมือนว่า มหาทัณฑ์สวรรค์เก้าครา จะมิได้ทำลายเขา หากแต่เป็น "การปลุก" บางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่าให้ตื่นขึ้นมา ฉินเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาทั้งสองข้างข้างหนึ่งดำสนิทดั่งห้วงอวกาศ อีกข้างสว่างเจิดจ้าดั่งดวงตะวัน เขาเหลือบสายตาขึ้นมองเซียนกระบี่เมฆาที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ไกลลิบ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นและทรงอำนาจที่สุดในรอบพันปี "ตาเจ้าแล้ว... ที่ต้องชดใช้" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติอันยาวนานนี้กับผมนะครับ กระบี่ไร้ลักษณ์
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%