เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 35

โลกใบใหม่ของเซียน

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“ท่านกำลังก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่า... แต่เหตุใดข้าจึงมองเห็นเส้นทางที่สว่างไสวเพียงนี้เล่า?” ฉินเฟยเอ่ยถามท่ามกลางมิติคู่ขนานที่ไร้ซึ่งกาลเวลา รอบกายเขาไม่มีท้องฟ้า ไม่มีผืนดิน มีเพียงกระแสธารแห่งปราณบริสุทธิ์ที่ไหลวนราวกับเส้นเลือดของจักรวาล เบื้องหน้าของเขามีเพียงร่างจำลองของ ‘เซียนกระบี่เมฆา’ ที่บัดนี้ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้าย หลงเหลือเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา เซียนกระบี่เมฆายกยิ้มที่มุมปาก นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่อกข้างซ้ายของฉินเฟย “ความว่างเปล่าที่เจ้าว่า คือกรงขังที่เจ้าสร้างขึ้นเองต่างหากเล่า ฉินเฟย เจ้าถือครองกระบี่เพื่อแก้แค้น เพื่อรักษาเกียรติ หรือเพื่อไขว่คว้าหาอำนาจ? ตราบใดที่หัวใจเจ้ายังมี ‘ตัวตน’ เจ้าก็ไม่มีวันข้ามผ่านขีดจำกัดของเซียนทั่วไปไปได้” ฉินเฟยนิ่งเงียบ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านผ่านด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือ เขาหลับตาลง ภาพเหตุการณ์วันที่อาจารย์สิ้นลมต่อหน้าต่อตาในสำนักบรรพกาลหวนกลับมาอีกครั้ง กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งและความไร้หนทางในวันนั้นยังคงกัดกินวิญญาณเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน “การล้างแค้นคือภาระ” ฉินเฟยพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว “แต่หากข้าทิ้งมันไป... ข้าก็ไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวในโลกใบนี้อีก” “นั่นแหละคือจุดเริ่มต้น” เสียงของเซียนกระบี่เมฆาดังก้องกังวานราวกับมาจากทุกทิศทาง “เจ้าต้องตาย... เพื่อให้ตัวตนที่อ่อนแอของเจ้าดับสูญไปในสัจธรรมนี้” ทันใดนั้น ฉินเฟยตัดสินใจปล่อยกระบี่ในมือให้ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง เขาไม่ได้ต้านทานพลังที่กำลังบีบอัดร่างกายนับล้านตัน แต่เขากลับผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วน สลัดความโกรธแค้น ความเศร้าโศก และความปรารถนาที่จะเอาชนะทิ้งไปจนหมดสิ้น ในห้วงวินาทีนั้น โลกทัศน์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยเห็นเพียงการเคลื่อนไหวของศัตรู บัดนี้เขากลับมองเห็น ‘รอยแยก’ ของความเป็นจริง โครงสร้างของมิติที่เคยแข็งแกร่งกลับดูเปราะบางราวกับใยแมงมุมที่พร้อมจะขาดสะบั้น เขาไม่ได้อยู่เหนือเซียนด้วยพละกำลัง แต่เขาอยู่เหนือเซียนด้วยความเข้าใจว่า ‘ความจริง’ นั้นไม่มีอยู่จริง “เจ้าทะลวงผ่านมันได้แล้ว...” เซียนกระบี่เมฆาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “แต่การเข้าสู่มิติที่เหนือกว่านี้ ไม่ใช่เพียงการมีพลังอำนาจ แต่มันคือการกลายเป็น ‘ผู้สังเกตการณ์’... เจ้าพร้อมจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปตลอดกาลแล้วหรือ?” ฉินเฟยไม่ตอบ เขาเพียงแค่แบมือออก กระแสปราณรอบข้างที่เคยดุร้ายกลับสยบยอมไหลเวียนตามจังหวะการหายใจของเขา เขาก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว แผ่นดินที่ไร้ตัวตนเบื้องหน้าก็แยกออกเป็นทางยาวนับหมื่นลี้ พลังอำนาจที่เขาครอบครองอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ปราณเซียนที่หยาบกระด้าง หากแต่เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่เขาควบคุมได้ดั่งใจนึก ทว่า ในขณะที่เขากำลังดื่มด่ำกับสภาวะกึ่งเทพกึ่งมาร ความเงียบงันก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคงจากเงามืดเบื้องหลัง “ศิษย์น้อง... เจ้าคิดว่าการบรรลุสัจธรรมจะทำให้เจ้าหนีพ้นจากโชคชะตาได้งั้นหรือ?” ฉินเฟยหยุดกึก ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง เขาค่อยๆ หันกลับไปมองร่างที่คุ้นตาเกินกว่าจะลืมเลือนได้ ร่างของชายผู้ซึ่งควรจะดับสูญไปพร้อมกับไฟสงครามในคืนนั้น—อาจารย์ของเขา—ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและสายตาที่ว่างเปล่าดุจหลุมศพที่ไร้ก้น ในมือของชายชราผู้นั้น ไม่ใช่กระบี่ที่เคยพร่ำสอนเขามาตลอดชีวิต แต่เป็น ‘โซ่ตรวนแห่งสวรรค์’ ที่กำลังรัดรึงวิญญาณของนับพันชีวิตเอาไว้ “ข้าสอนเจ้าให้ไร้ลักษณ์... แต่ข้าไม่เคยสอนให้เจ้าไร้หัวใจ” ชายชราก้าวเข้ามาใกล้ “และวันนี้... เจ้าจะต้องเลือกระหว่างการบรรลุเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ หรือการรักษาเศษเสี้ยววิญญาณสุดท้ายของคนผู้นี้ไว้” ฉินเฟยเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างของสตรีที่เขารักที่สุดถูกขังอยู่ในโซ่ตรวนนั้น—นางคือตัวประกันที่แท้จริงของการบำเพ็ญเพียรครั้งนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของกระบี่ไร้ลักษณ์มาจนถึงจุดพลิกผันนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%