เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 36

เผชิญหน้ากับศิษย์พี่ที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
เสียงโลหะกระทบโซ่ตรวนดังระงม บดขยี้ความเงียบงันภายในห้องโถงลับใต้ดินจนแหลละเอียด กลิ่นอายโลหิตและกลิ่นอายปราณเซียนที่ปนเปื้อนคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ ฉินเฟยยืนนิ่งค้างดั่งรูปปั้นหิน สองตาเบิกกว้างจ้องมองเงาร่างของสตรีที่เขาผูกพันและรักยิ่งกว่าชีวิต นางถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนมังกรทมิฬ ปราณเซียนบริสุทธิ์ของนางกำลังถูกสูบฉีดผ่านค่ายกลโลหิตเพื่อหล่อเลี้ยงบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว "เจ้า... ทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้" เสียงของฉินเฟยแหบพร่า ไร้ซึ่งความเกรียงไกรของยอดฝีมือผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด มีเพียงความเจ็บปวดร้าวลึกที่สั่นสะท้อนจากก้นบึ้งของวิญญาณ ร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของสตรีผู้นั้นมิใช่ ‘มู่หลาน’ คนเดิมที่เคยร่วมเป็นร่วมตายเคียงบ่าเคียงไหล่ นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ เรือนผมสีดำขลับที่เคยเงางามบัดนี้กลับแซมด้วยเส้นสีเทาหม่น ดวงตาที่เคยทอประกายอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตาบัดนี้ว่างเปล่า เยียบเย็น และสะท้อนแสงสีเลือดวับแวม นางแย้มยิ้ม—รอยยิ้มที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจของฉินเฟยราวกับคมมีด "ความรักหรือ? ความเมตตาหรือ? สิ่งไร้สาระพวกนั้น... เจ้ายังยึดติดอยู่หรือไร ฉินเฟย" เสียงของมู่หลานแหบแห้งและเย็นเยียบ ผิดเพี้ยนไปจากเดิมจนแทบจำไม่ได้ ปราณกระบี่รอบตัวนางแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งความสง่างาม มีเพียงจิตสังหารที่แผ่ซ่านดั่งมหาสมุทรโลหิต ฉินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนในอก วิถีดาบไร้ลักษณ์ของเขาฝึกฝนให้จิตใจสงบนิ่งดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น แต่ในยามนี้ ผิวน้ำนั้นกลับถูกแผดเผาด้วยไฟบรรัลกัลป์จากอดีต "ข้าจำได้ดีในวันที่เราสาบานต่อหน้าสุสานอาจารย์ ว่าจะปกป้องวิถีแห่งเต๋าที่ถูกต้อง... และปกป้องซึ่งกันและกัน" ฉินเฟยกล่าวช้าๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเวทนาและตัดพ้อ "เหตุใดเจ้าจึงยอมจำนนต่อปราณมารของเซียนกระบี่เมฆา เจ้าถูกมันครอบงำ หรือเจ้าเลือกเส้นทางนี้ด้วยความสมัครใจกันแน่" มู่หลานแค่นหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของนางบาดลึกโสตประสาท นางก้าวเท้าเข้าหาฉินเฟยอย่างเชื่องช้า แม้จะมีโซ่ตรวนพันธนาการ แต่แรงกดดันระดับเซียนขั้นสูงก็แผ่ขยายออกจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "ครอบงำ? คำนี้ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก ฉินเฟย" มู่หลานหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อมมือ นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "เจ้าคิดว่าข้าถูกบังคับงั้นหรือ? ไม่... นี่คือการตื่นรู้ นี่คือพลังที่แท้จริงที่สามารถกุมชะตากรรมของฟ้าดินไว้ในกำมือ! เจ้าอาจารย์โง่เขลานั่นสอนให้เรายึดมั่นในคุณธรรม จนต้องตายอย่างไร้ค่าในคืนนั้น... ข้าไม่อยากตายอย่างน่าสมเพชเช่นนั้นอีกแล้ว!" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กนับหมื่นตันที่ทุบลงกลางศีรษะของฉินเฟย ภาพเหตุการณ์ในอดีตคืนที่อาจารย์ถูกสังหารโดยเซียนกระบี่เมฆาย้อนกลับมาอีกครั้ง ความอ่อนแอ ความไร้พลัง และความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณมานานปี กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตอกย้ำด้วยวาจาของสตรีที่เขารักที่สุด "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว มู่หลาน... การที่เรายอมละทิ้งความเป็นมนุษย์ เพื่อแลกกับพลังที่แปดเปื้อน นั่นไม่ใช่การตื่นรู้ แต่มันคือการดับสูญต่างหาก!" ฉินเฟยกำด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว ปราณดาบไร้ลักษณ์เริ่มหมุนวนรอบกายอย่างบ้าคลั่ง แม้จิตใจจะเจ็บปวดเพียงใด แต่เขารู้ดีว่า หากปล่อยให้นางเดินหน้าต่อไป วิญญาณของนางจะแตกสลายจนไม่มีวันได้ผุดได้เกิด "ถ้าเช่นนั้น... ก็จงพิสูจน์สิว่า วิถีดาบไร้ลักษณ์อันสูงส่งของเจ้า จะสามารถช่วยดึงรั้งข้ากลับมาได้ หรือจะกลายเป็นดาบเล่มเดียวกับที่สังหารข้า!" สิ้นเสียงคำราม มู่หลานสะบัดมือ โซ่ตรวนมังกรทมิฬระเบิดเสียงคำรามกึกก้อง นางพุ่งทะยานเข้าหาฉินเฟยด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้า ปราณกระบี่มารสีเลือดพุ่งแหวกอากาศเป็นริ้วรอยสีดำทมิฬ ทิศทางมุ่งตรงไปยังจุดตายอย่างไร้ความลังเล ฉินเฟยเบี่ยงตัวหลบในเสี้ยววินาที ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับสายลมที่ไร้ร่องรอย กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือสะบัดออกต้านรับ คมดาบและคมกระบี่กระทบกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วห้องโถงใต้ดิน แรงปะทะสะท้อนจนผนังหินศิลาแกร่งร้าวราน *เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!* การประมือกันดำเนินไปอย่างดุเดือด ทุกกระบวนท่าที่มู่หลานใช้ล้วนเป็นวิชาประจำสำนักที่เขารู้จักดี แต่วันนี้มันกลับถูกเคลือบด้วยจิตสังหารอันดุร้ายและวิชามารที่เยือกเย็น นางไม่เหลือเยื่อใยใดๆ อีกต่อไป ทุกการโจมตีล้วนต้องการชีวิตของเขา ฉินเฟยหลบเลี่ยงพร้อมกับสังเกตจุดอ่อน นางไม่ได้ต่อสู้ด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ปราณเซียนในร่างของนางกำลังต่อสู้กันเองกับปราณมารที่เซียนกระบี่เมฆาฝังไว้ หากเขาใช้กระบวนท่าสะ้างปราณ อาจสามารถช่วยขับไล่ไอพิษมารออกไปได้ แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องรับการโจมตีอันรุนแรงจากนางโดยไม่หลบเลี่ยง *ฉับ!* คมกระบี่สีเลือดเฉียดผ่านหัวไหล่ของฉินเฟย รอยฉีกขาดปรากฏขึ้นพร้อมกับหยดโลหิตสีแดงฉานที่ไหลริน แต่เขากลับไม่ใส่ใจความเจ็บปวดนั้น สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่ดวงตาของมู่หลาน นางกำลังลังเล... มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อยในชั่วพริบตาที่คมกระบี่ของนางเฉียดผ่านเนื้อหนังของเขา *นางยังมีความทรงจำเหลืออยู่! นางยังจดจำเขาได้!* ฉินเฟยไม่รอช้า เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิต ทิ้งการป้องกันทั้งหมด ก้าวเท้าทะยานเข้าประชิดร่างของมู่หลานในระยะประชิด มือข้างหนึ่งคว้าจับที่ข้อมือของนางแน่น ปราณดาบไร้ลักษณ์สายหนึ่งไหลทะลักผ่านฝ่ามือของเขาเข้าสู่จุดชีพจรของนางโดยตรงเพื่อระงับการไหลเวียนของปราณมาร "อ๊ะ...!" มู่หลานส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด สีหน้าของนางบิดเบี้ยว ปราณสีดำพยายามต่อต้านอย่างรุนแรงจนเส้นเลือดบนใบหน้าของนางปูดโปน ดวงตาที่เคยว่างเปล่ากลับมามีประกายความเจ็บปวดและสำนึกผิดแวบขึ้นมา "มู่หลาน... กลับมาเถอะ ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าไม่ต้องแบกรับมันไว้คนเดียวอีกต่อไป" ฉินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความอาทรและความจริงใจ แต่น่าเสียดาย... ก่อนที่ปราณมารจะถูกขับออกจนหมดสิ้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบลงมาจากเบื้องบนด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองทัน ประกายแสงสีม่วงเข้มพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของฉินเฟยอย่างอำมหิต! ฉินเฟยสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เขาจำต้องปล่อยมือจากมู่หลานแล้วหมุนตัวต้านรับด้วยกระบี่ไร้ลักษณ์ แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปหลายสโก จนกระอักเลือดออกมาคำโต เมื่อเงาดำนั้นหยุดนิ่งลงบนบัลลังก์ศิลาเบื้องหน้า ร่างของบุรุษผู้สวมชุดคลุมลายเมฆาสيทขาว ปะลานด้วยไอสังหารเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้น รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนมุมปากของเซียนกระบี่เมฆา ผู้เป็นเจ้าสำนักและต้นเหตุแห่งความพินาศทั้งหมด "ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก ศิษย์น้องฉินเฟย..." เซียนกระบี่เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงเยnชา ดวงตาสีฟ้าครามทอประกายเหี้ยมเกรียม "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า สตรีที่ยอมจำนนต่อพลังอันยิ่งใหญ่ของข้า จะสามารถถูกดึงกลับไปด้วยคำพูดหวานเลี่ยนเพียงไม่กี่คำ?" ฉินเฟยปาดเลือดที่มุมปาก ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังผู้อยู่เบื้องบน ความโกรธแค้นแผดเผาขึ้นในอกจนปราณดาบไร้ลักษณ์รอบกายแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้า ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอաբาตรคำรามใดๆ ออกมา มู่หลานที่ยืนอยู่ข้างกายเซียนกระบี่เมฆาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้... ดวงตาของนางไม่ได้ว่างเปล่า หรือเจ็บปวดอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นสีดำสนิทอย่างไร้ความรู้สึก และในมือของนาง... ปลายกระบี่มารสีเลือด กลับหันมาจ่อตรงเข้าที่หัวใจของฉินเฟย โดยมีมือของเซียนกระบี่เมฆาวางทับอยู่บนไหล่ของนางอีกที "ฉินเฟย..." เสียงของมู่หลานเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ "คนที่เจ้าควรสังหารในตอนนี้... ไม่ใช่ข้า... แต่เป็นตัวเจ้าเองต่างหากที่โง่เขลาจนก้าวเข้ามาสู่ความตาย" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันเจ็บปวดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์ -
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%