"...ฉินเฟย... หนีไป... ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยมือของข้าเอง"
คำพูดสุดท้ายของนางยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสมองของฉินเฟย ราวกับเสียงระฆังสำริดที่ถูกตีซ้ำๆ ท่ามกลางหุบเหวแห่งความทรงจำอันมืดมิด
เบื้องหน้าของเขาในยามนี้หาใช่ทุ่งหญ้าหรือผืนป่าอันสงบสุข หากแต่เป็น "ด่านเมฆา" ป้อมปราการธรรมชาติที่สูงชันเสียดฟ้า ชายแดนแห่งเขตอิทธิพลหลักของสำนักกระบี่เมฆา สถานที่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบเจือกลิ่นอายโลหิตและจิตสังหารอันเข้มข้นจนแทบกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ
ฉินเฟยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูง สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่จับจ้องไปยังประตูหินยักษ์สลักลวดลายเมฆาเบื้องล่าง ลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่างจนชายอาภรณ์สีดำสนิทสะบัดไหว แต่แววตาของเขากลับไร้ซึ่งความหวั่นไหวใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าอันลุ่มลึกดั่งห้วงมหรรณพ ซึ่งเป็นแก่นแท้แห่งวิถีดาบไร้ลักษณ์ที่เขาบรรลุ
"เจ้าสำนักกระบี่เมฆา... ถึงเวลาต้องสะบล้างหนี้เลือดนี้แล้ว" ฉินเฟยพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงเรียบสนิทแต่น่าเกรงขาม
การก้าวเข้าสู่เขตอิทธิพลหลักในครั้งนี้ หาใช่การบุกรุกโดยพลการ หากแต่มันคือการท้าทายสวรรค์ด้วยตัวคนเดียว ยามที่เท้าขวาของเขาก้าวเหยียบลงบนศิลาปูพื้นของค่ายกลด่านเมฆา แรงกดดันมหาศาลนับแสนชั่งก็พรูลงมาทับถมทันที ราวกับภูเขาขนาดยักษ์พยายามกดร่างให้จมดิน ปราณกระบี่ธรรมชาติรอบด้านแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบไร้รูปร่างนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าจู่โจมผิวหนังจนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู
ฉินเฟยไม่แม้แต่จะกะพริบตา นิ้วเรียวยาววางแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง—กระบี่ที่ไม่มีแม้แต่ความคม ไม่มีประกายแสงเจิดจ้า ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายที่ทำให้มิติรอบตัวบิดเบี้ยว
*ฉับ!*
เพียงแค่เขาขยับข้อมือวาดออกไปเบาๆ ราวกับสายลมพัดผ่านกิ่งไม้ ค่ายกลป้องกันด่านเมฆาที่สร้างขึ้นโดยยอดฝีมือระดับบรรพจารย์นับร้อยปี ก็พลันเกิดรอยร้าวลึกราวกระจกแตกสลาย เสียงแผดร้องด้วยความตกใจของเหล่าศิษย์เฝ้าด่านดังระงมขึ้นพร้อมกับร่างที่กระเด็นกระดอนถอยร่นไปคนละทิศคนละทาง
"ผู้ใดบังอาจอาจหาญบุกรุกเขตหวงห้ามสำนักกระบี่เมฆา!"
เสียงคำรามกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดลงมาจากยอดเขา พร้อมกับเงาร่างนับร้อยที่พุ่งทะยานลงมาล้อมรอบตัวฉินเฟยไว้ในพริบตา ผู้นำกลุ่มคือ "หลี่เทียน" ผู้อาวุโสฝ่ายกฎเกณฑ์ ผู้มีพลังยุทธขั้นหลอมรวมวิญญาณขั้นสูง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นสภาพความเสียหายของค่ายกล
"ฉินเฟย? เป็นเจ้าเองหรอกหรือ!" หลี่เทียนหรี่ตามองเด็กหนุ่มเบื้องล่างด้วยความประหลาดใจระคนดูถูก "กล้าดียังไงถึงเดินเข้ามาสู่ความตายด้วยตนเอง เจ้าคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วหลังจากหนีรอดไปได้คราวก่อนงั้นรึ?"
ฉินเฟยไม่ตอบคำถาม เขายังคงยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหิน สายตากวาดมองใบหน้าของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่เมฆาที่รายล้อม แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความหยิ่งผยอง—ความหยิ่งผยองแบบเดียวกันกับที่อาจารย์ของเขาเคยต้องเผชิญในวันนั้น วันที่ความอ่อนแอพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากมือของเขา
"ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง" ฉินเฟยกล่าวขึ้นในที่สุด น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนกดข่มเสียงรอบข้างให้เงียบงันลง "ข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม และ... เพื่อพานางกลับมา"
"Folly! (ความโง่เขลาสิ้นดี)" หลี่เทียนแค่นAิยยิ้มหยัน "สตรีผู้นั้นบัดนี้คือนายหญิงแห่งสำนักกระบี่เมฆา นางก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้วด้วยคัมภีร์กลืนวิญญาณ นางไม่มีทางหันกลับมามองมดปลวกอย่างเจ้าอีก! ฆ่ามัน! อย่าให้มันเหลือแม้แต่เศษซาก!"
สิ้นคำสั่ง ศิษย์นับร้อยต่างชักกระบี่ประกายแสงเจิดจ้าพุ่งเข้าใส่ฉินเฟยพร้อมกัน ปราณกระบี่นับร้อยสายถักทอเป็นตาข่ายเพลิงและน้ำแข็งหมายจะบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกเป็นจุลในกระบวนท่าเดียว
ฉินเฟยหลับตาลงชั่วพริบตา ความเงียบสงบก่อตัวขึ้นรอบกายเขา ท่ามกลางพายุแห่งคมกระบี่ที่กำลังโหมกระหน่ำเข้ามา เขากลับมองเห็นทุกสิ่งเคลื่อนไหวช้าลง ราวกับเวลาถูกยืดออกด้วยพลังแห่งเต๋า
*วิถีดาบไร้ลักษณ์... ไร้รูปแบบ ไร้ขอบเขต ไร้จุดจบ*
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีดำสนิทฉายวาบในดวงตา ร่างกายขยับวูบไหวราวกับภาพลวงตา ดาบไม้ไผ่ในมือไม่ได้ถูกชักออกจากฝักอย่างรุนแรง ทว่ามันกลับวาดผ่านอากาศด้วยความนุ่มนวลราวกับสายน้ำไหลริน
*ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!*
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเลือดสาดกระเซ็น มีเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของธรรมชาติ ปราณกระบี่นับร้อยสายที่พุ่งเข้ามากลับสลายกลายเป็นความว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ร่างของศิษย์สำนักกระบี่เมฆาทั้งหมดชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนที่ชุดคลุมของทุกคนจะปรากฏรอยขาดเป็นเส้นตรงอย่างสมบูรณ์แบบ และกระบี่ในมือของพวกเขาก็หักสะบั้นลงพร้อมกันทีเดียว
หลี่เทียนเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ความมั่นใจทั้งหมดมลายหายไปในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวนี้ "วิชาอะไรกัน... นี่มันวิชาอันใดกันแน่!"
ฉินเฟยเดินผ่านร่างของเหล่าศิษย์ที่ทรุดฮวบลงกับพื้นทีละก้าว ย่างก้าวของเขามั่นคงและเยือกเย็นราวกับยมทูตที่เดินมารับวิญญาณ เขาหยุดยืนห่างจากหลี่เทียนเพียงสามก้าว สายตาคมกราบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของผู้อาวุโส
"พาข้าไปพบพรรคพวกของเจ้า" ฉินเฟยเอ่ยเสียงกระซิบ แต่มันกลับดังชัดเจนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน "หรือเจ้าต้องการให้ข้าถามด้วยวิธีที่เจ็บปวดกว่านี้"
หลี่เทียนกัดฟันกรอด ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของผู้อาวุโส "เจ้าคิดว่าชนะพวกเราแล้วจะได้ใจงั้นรึ? จงภูมิใจเสียเถอะที่ได้มาตาย ณ ที่แห่งนี้... เพราะเบื้องบนนั้น กำลังรอต้อนรับเจ้าอยู่!"
พูดจบ หลี่เทียนก็แผดเผาพลังชีวิตทั้งหมดของตนเอง ร่างกายของเขาระเบิดแสงสีแดงฉาน พลังปราณพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลุ่มหมอกหนาทึบบนด่านเมฆาแยกตัวออกเป็นช่องว่าง เผยให้เห็นแท่นบูชาหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงสุด
และณ ที่แห่งนั้นเอง... ร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์กำลังยืนหันหลังให้ ทว่าบรรยากาศรอบตัวนางกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบที่ทำให้แม้แต่สายลมยังต้องหยุดนิ่ง
ฉินเฟยแหงนมองขึ้นไป หัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและเจ็บปวดที่สุด
นางหันกลับมาอย่างช้าๆ ใบหน้างملวสวยที่เขาเคยจดจำได้ขึ้นใจบัดนี้ไร้ซึ่งแววตาแห่งความอ่อนโยน มีเพียงนัยน์ตาสสีแดงฉานและรอยยิ้มเย็นชาที่สลักลึกในความทรงจำ
"เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดนะ... ฉินเฟย" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังกดดันระดับเซียนที่ทำให้กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่น
ก่อนที่ฉินเฟยจะได้เอ่ยคำใด ร่างของหลี่เทียนที่ระเบิดพลังชีวิตเมื่อครู่กลับสลายกลายเป็นละอองแสงสีเลือด พุ่งตรงเข้าสู่ร่างของนางราวกับแม่น้ำไหลรินเข้าสู่มหาสมุทร และในวินาทีนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของฉินเฟยก็ยุบตัวลง พร้อมกับค่ายกลโบราณที่ถูกปลุกให้ทำงานขึ้นโดยสมบูรณ์ เงาสีดำนับพันสายพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ล็อคข้อต่อและแขนขาของเขาไว้แน่นหนาจนขยับไม่ได้
นางก้าวเดินลงมาจากแท่นบูชาช้าๆ ปลายกระบี่ในมือของนางลากไปกับพื้นศิลาจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ นางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ เอียงคอมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้
"แต่ก็น่าเสียดาย... ด่านเมฆานี้ ไม่เคยต้อนรับคนตาย" นางยกกระบี่ขึ้นจ่อที่หน้าอกของเขา แล้วกระซิบเบาๆ ข้างหู "บอกลาโลกใบนี้เสียเถอะ... ศิษย์น้องรักของข้า"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันเสมอมานะครับ
- กระบี่ไร้ลักษณ์ -
เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 40
บุกด่านเมฆา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!