เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 47

การล่มสลายของหอคอยทมิฬ

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าหน้ากากทองคำเกลี้ยงเกลานั้น จะช่วยปกปิดความหวาดกลัวที่สั่นสะทอนอยู่ใต้ซี่โครงของเจ้าได้, เจ้าหนู?” เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนหินบดขยี้กันดังขึ้น ทำลายความเงียบงัดของราตรีกาลที่ถูกย้อมจนเป็นสีโลหิต บนยอดเสาหินทมิฬสูงตระหง่าน ใจกลางค่ายกลโบราณของหอคอยทมิฬ ลมหายใจของฉินเฟยไม่ได้ติดขัดแม้แต่น้อย แม้ว่าภาพเบื้องหน้าจะสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อจิตวิญญาณของเขาจนแทบแหลกสลาย บุคคลในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์และสวมหน้ากากทองคำผู้นั้น มิใช่ใครอื่น—หากแต่เป็นภาพสะท้อนของความทรงจำอันเจ็บปวดที่สุดในชีวิต บาดแผลที่ยังไม่เคยแห้งสนิทจากการสูญเสีย “อาจารย์” ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาดาบให้แก่เขาเมื่อหลายสิบปีก่อน ฉินเฟยไม่ตอบคำทันที เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ภายในตันเถียนหมุนวนด้วยความเร็วสูงราวกับพายุคลั่ง ร่างกายของเขานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่จิตวิญญาณกลับแผ่รังสีการสังหารที่คมกริบจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น “ของปลอม... ก็คือของปลอม” ฉินเฟยเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งความลังเล ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่ทำให้หินผารอบกายถึงกับร้าวราน “อาจารย์ของข้าสิ้นใจไปในอ้อมแขนของข้าเมื่อวันวาน ส่วนเจ้า... เป็นเพียงผีสางที่หยิบยืมกระดูกและเงาของท่านมาเล่นละครตลกเท่านั้น” เงาร่างบนยอดเสาหินหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะกังวานก้องผ่านหุบเหว สะท้อนซ้ำไปซ้ำมาจนแยกไม่ออกว่ามาจากทิศทางใด “ละครตลกอย่างนั้นหรือ? เจ้าเด็กโง่... ในวิถีแห่งเต๋า มีสิ่งใดที่เป็นของจริงและสิ่งใดที่เป็นของปลอมเล่า? สิ่งที่เจ้าเรียกว่าความจริง อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่เจ้าสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมความอ่อนแอของตนเองต่างหาก!” สิ้นเสียงนั้น ร่างในอาภรณ์ขาวก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดเสา ความเร็วของมันเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ปราณสีดำสนิทแผ่พุ่งออกมาจากฝ่ามือหลอมรวมเป็นคมดาบมหึมาที่พร้อมจะผ่าปฐพีเป็นสองส่วน ฉินเฟยไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตาของเขาหรี่แคบลงเหลือเพียงเสี้ยว นัยน์ตาสะท้อนภาพคมดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้น โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เสียงลมหายใจของตนเอง เสียงหัวใจที่เต้นระรัว และเสียงก้องของวิถีดาบไร้ลักษณ์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว *“กระบี่ที่หนึ่ง: ตัดภวังค์”* ฉินเฟยไม่ใช้กระบวนท่าหวือหวา เขาวาดกระบี่ออกไปเรียบง่ายที่สุด รวดเร็วที่สุด และว่างเปล่าที่สุด ประกายแสงกระบี่สีครามจางๆ ตัดผ่านความมืดมิดอย่างไร้ร่องรอย ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านก้อนหินโดยไม่ทิ้งรอยขีดข่วน เคร้ง! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะเทือนจากการปะทะแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้พื้นศิลาโดยรอบจนแหลละเอียดเป็นผุยผง หอคอยทมิฬซึ่งเป็นฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งที่สุดของศัตรูเริ่มสั่นสะเทือนจากรากฐาน เสาหินยักษ์หลายต้นแตกร้าวและพังทลายลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม ร่างในหน้ากากทองคำกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยร้าวปรากฏขึ้นบนหน้ากากทองคำบริเวณกราม เลือดสีดำไหลรินออกมาจากใต้หน้ากาก หยดลงสู่พื้นดินส่งเสียงดังซู่ซ่าราวกับกรดเข้มข้นกัดกร่อนแผ่นดิน “วิชาดาบไร้ลักษณ์... พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้วสินะ” บุคคลปริศนาแค่นเสียงหัวเราะอย่างเจ็บปวด น้ำเสียงที่เคยดัดแปลงให้ทุ้มต่ำเริ่มกลับคืนสู่ความแหบพร่า “แต่น่าเสียดาย... เจ้ามาสายเกินไป หอคอยทมิฬแห่งนี้ มิได้เป็นเพียงฐานที่มั่น แต่มันคือ ‘ค่ายกลผนึกเซียน’ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการตื่นขึ้นของพลังที่แท้จริง!” ทันทีที่สิ้นคำพูด ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยมีจันทร์สีเลือดสาดส่อง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้ดาว ไอร้อนระอุพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ รอยแตกแยกนับร้อยสายแผ่ขยายออกจากฐานของหอคอยทมิฬ ปราณปีศาจและปราณเซียนที่ถูกบิดเบือนหลอมรวมกันเป็นเสาแสงสีม่วงเข้มพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางทาง ฉินเฟยขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกได้ทันทีว่ากระแสลมปราณทั่วทั้งอาณาบริเวณกำลังถูกดูดกลืนเข้าไปในใจกลางหอคอย หากปล่อยให้พิธีกรรมนี้สำเร็จ เซียนกระบี่เมฆาและเหล่าสมุนจะบรรลุพลังที่เหนือกว่าขอบเขตมนุษย์ และความหายนะจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งยุทธภพอย่างแน่นอน “ข้าไม่ได้มาเพื่อฟังคำอธิบายของเจ้า” ฉินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ร่างของเขาลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ปราณดาบไร้ลักษณ์พวยพุ่งออกจากทั่วร่างราวกับปีกนกนับหมื่น “ข้ามาเพื่อทำลาย... และจบเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้” ฉินเฟยยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ ท้องฟ้าที่มืดมิดพลันปรากฏรอยแยกสีขาวบริสุทธิ์ รัศมีกระบี่แผ่ขยายครอบคลุมรัศมีนับร้อยลี้ แรงกดดันมหาศาลกดทับให้เหล่ามือสังหารและผู้อาวุโสของหอคอยทมิฬทรุดฮวบลงกับพื้น กระอักเลือดออกมาพร้อมกันอย่างไร้ทางสู้ นี่คืออานุภาพที่แท้จริงของวิชาดาบไร้ลักษณ์—วิชาที่ไร้รูปแบบ จึงไร้ผู้ต้านทาน! “ทำลาย!” ฉินเฟยฟันดาบลงมาเพียงครั้งเดียว แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ผ่าผ่ากลางหอคอยทมิฬที่สูงเสียดฟ้าออกเป็นสองซีกอย่างงดงามและเด็ดขาด เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งภูเขา ปราณที่สั่งสมมานับร้อยปีระเบิดออกเป็นละอองแสงกระจายไปทั่วสารทิศ ฐานที่มั่นอันยิ่งใหญ่และชั่วร้ายกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ทว่า ในวินาทีที่เศษซากหอคอยกำลังถล่มทลายลงมาทับถมกันนั้นเอง เสียงหัวเราะเยือกเย็นของเซียนกระบี่เมฆากลับดังขึ้นมาจากซากปรักหักพังลึกลงไปใต้ดิน—ไม่ใช่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ แต่เป็นเสียงหัวเราะของผู้ที่รอคอยเวลานี้มานานแสนนาน “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ทำลายมัน... แต่แท้จริงแล้ว เจ้าคือผู้เปิดประตูต่างหาก, ฉินเฟย” ฉินเฟยชะงักฝีเท้า หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่พุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง กลิ่นอายที่เขาจำได้ดีเสียยิ่งกว่าสิ่งใด... มันคือกลิ่นอายปราณดาบของ “อาจารย์” ที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้ตายอย่างที่เขาเคยเข้าใจมาตลอดหลายสิบปี! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนวิถีดาบนี้มาโดยตลอดครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%