หยดโลหิตสีทองที่ร่วงหล่น... ดั่งเสียงระฆังแห่งความตายที่ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน ณ ที่นั้น
ความเงียบงันเข้าปกคลุมลานประลองราวกับหุบเหวไร้ก้น กลิ่นอายของพลังเซียนระดับสูงที่เคยแผ่ขยายกดทับผู้คนนับหมื่น บัดนี้กลับมลายหายสิ้น เหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและสายลมเย็นเยียบที่พัดพาความจริงอันน่าสะพรึงกลัวมาสู่ความรู้สึกของทุกคน เซียนกระบี่เมฆา ผู้ซึ่งชาוניยกย่องให้เป็นยอดคนไร้พ่าย ผู้ซึ่งกุมชะตากรรมของสำนักและแผ่นดินไว้ในมือ... บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่ถูกปลิดชีพลงอย่างง่ายดายด้วยน้ำมือของบุรุษสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ผู้นี้
ฉินเฟยยืนนิ่งค้าง สัญชาตญาณนักดาบกรีดร้องเตือนภัยในสมอง ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน ปราณดาบไร้ลักษณ์ในตันtian (จุดตันเถียน) หมุนวนปั่นป่วนด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังกระบี่ในมือของบุรุษชุดดำ—กระบี่เล่มนั้นไม่ได้มีความพิเศษอันใดในแง่ของลวดลาย แต่มันกลับแผ่ไอสังหารที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นจนน่าขนพองสเกล้า
"เจ้า... เป็นใครกันแน่" ฉินเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาแห้งผาก แต่ยังคงไว้ซึ่งความสุขุมเยือกเย็นตามวิถีของคนฝึกกระบี่
บุรุษสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ไม่ตอบทันที มันก้มมองศพที่ไร้ลมหายใจของเซียนกระบี่เมฆาครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเกินกว่าจะคาดเดา สะท้อนเงาร่างของฉินเฟยที่ยืนถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย
"ข้าคือผู้ที่มาทวงคืนสิ่งที่พวกมันแย่งชิงไป" เสียงของมันแหบพร่าและก้องกังวาน ราวกับเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของขุมนรก "และเจ้า... ฉินเฟย ผู้ที่จมปลักอยู่กับความแค้นในอดีต เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการล้างแค้นจะจบลงเพียงแค่การสังหารคนคนเดียว?"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของฉินเฟย ภาพความทรงจำในวันที่อาจารย์ของเขาถูกสังหารผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความอ่อนแอ ความไร้พลัง และความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจมาเนิ่นนาน ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงเฮลั่นจากฝูงชนรอบด้านก็ดังทะลุทะลายความเงียบงันขึ้นเสียก่อน
"เซียนกระบี่เมฆาตายแล้ว!"
"มันจบแล้ว... พวกเราเป็นอิสระแล้ว!"
เสียงร่ำไห้ผสมผสานกับเสียงหัวเราะด้วยความยินดีดังระเบิดขึ้นจากเหล่าผู้ฝึกตนระดับล่างและประชาชนนับหมื่นคนที่ถูกกดขี่ขูดรีดมานานหลายรัชสมัย หลายคนทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดิน บ้างก็กราบกรานไปทางทิศที่ฉินเฟยยืนอยู่ สายตานับหมื่นคู่ที่เคยหวาดกลัวและสิ้นหวัง บัดนี้กลับพุ่งเป้ามาที่ร่างของฉินเฟยด้วยความศรัทธาอันเปี่ยมล้น พวกเขาไม่ได้มองว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอีกต่อไป หากแต่มองเห็นเขาเป็น 'ความหวัง' สุดท้ายที่จะนำพาความยุติธรรมกลับคืนสู่ยุทธภพ
ฉินเฟยหันไปมองรอบกาย เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังแห่งศรัทธาและความคาดหวังที่ถาโถมเข้ามาประดังประเด มันหนักหน่วงเสียยิ่งกว่ากระบี่หมื่นจิน หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
นี่หรือคือสิ่งที่อาจารย์พยายามพร่ำสอน? นี่หรือคือวิถีแห่งดาบที่แท้จริง? มิใช่เพื่อการแก้แค้นส่วนตน ทว่าเพื่อปกป้องผู้คนที่ไร้ทางสู้กระนั้นหรือ?
"ฉินเฟย นายน้อยฉิน!" เสียงของผู้อาวุโสท่านหนึ่งในกลุ่มผู้ถูกกดขี่ดังขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน "โปรดนำพาพวกเราด้วยเถิด! สำนักเมฆาสวรรค์ล่มสลายแล้ว ยุทธภพกำลังจะไร้ผู้นำ หากท่านไม่ลุกขึ้นยืนหยัด ความโกลาหลจะกลืนกินทุกสิ่ง!"
เสียงโห่ร้องสนับสนุนดังเซ็งแซ่ประสานกันเป็นเสียงเดียว ประชาชนและผู้ฝึกตนที่เคยถูกเหยียบย่ำต่างพากันก้าวเข้ามาใกล้ คุกเข่าลงคารวะทีละคนสองคน จนกระทั่งลานกว้างเบื้องหน้ากลายเป็นทะเลแห่งความจงรักภักดี
ฉินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก ศาสตราในมือหนักอึ้งขึ้นหลายเท่า ปราณดาบไร้ลักษณ์ในร่างกายค่อยๆ สงบลงและแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามวิกาล เขากวาดสายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังเหล่านั้น—มีทั้งเด็ก คนชรา และผู้ฝึกตนที่บาดเจ็บ ทุกคนต่างฝากอนาคตไว้ที่เขา
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ฉินเฟยกำลังจะอ้าปากรับคำ ทcษณะอันผิดปกติก็เกิดขึ้น
บุรุษสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ที่ยืนอยู่เหนือศพของเซียนกระบี่เมฆา กลับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและปริศนา
"เจ้าคิดว่าพวกมันกำลังศรัทธาในตัวเจ้าจริงๆ งั้นหรือ ฉินเฟย?" บุรุษชุดดำเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นคมปลาบราวกับมองทะลุจิตใจ "จงมองให้ดี... ว่าสิ่งที่พวกมันต้องการจริงๆ คือตัวเจ้า หรือเงาของความปลอดภัยที่เจ้าหยิบยื่นให้กันแน่"
ฉินเฟยขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลัง
ทันใดนั้นเอง ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งกลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทมิฬเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็วดั่งปาฏิหาริย์ แรงกดดันมหาศาลระดับที่ทำให้ผู้ฝึกตนระลึกถึงหายนะ พั่งพรูลงมาจากฟากฟ้า แรงกดดันนี้ไม่ใช่ของเซียนกระบี่เมฆา และไม่ใช่ของบุรุษสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ แต่มันคือพลังที่เก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า... พลังจากตัวตนที่แท้จริงซึ่งชักใยอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งตลอดมา!
ร่างของบุรุษสวมหน้ากากกระดูกสัตว์พลันเลือนรางลงดั่งควันไฟ ก่อนที่มันจะทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายไว้ข้างหูของฉินเฟยด้วยเสียงอันแผ่วเบาแต่ชัดเจนแจ่มแจ้ง
"เกมกระดานนี้... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ผู้พิทักษ์แห่งความหวังเอ๋ย"
และเมื่อกลุ่มเมฆสีดำแหวกออก แสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมาทาบทับร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่บนยอดเสาหินสูงตระหง่าน บุคคลนั้นสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทว่าไร้ซึ่งใบหน้า—มีเพียงหน้ากากทองคำเกลี้ยงเกลาที่สะท้อนแสงจันทร์ และในมือของมัน... กำลังถือกระบี่ที่คุ้นตาอย่างยิ่งยวด กระบี่เล่มเดียวกับที่อาจารย์ของฉินเฟยเคยใช้ในวันวาน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้วิถีดาบนี้มาโดยตลอดครับ
เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 46
ความหวังของประชาชน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!