เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 7

ความลับใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"หากท่านขยับอีกเพียงครึ่งก้าว ข้าเกรงว่าคอของท่านจะหลุดออกจากบ่า ก่อนที่ท่านจะได้เอ่ยคำใดออกมาเสียอีกครับ" เสียงของฉินเฟยราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับคมดาบที่เคลือบด้วยน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ เขาไม่ได้หันไปมองร่างที่แอบซุ่มอยู่ในเงามืดหลังแนวสนพุ่มหนา ดาบไร้ลักษณ์ในฝักข้างกายของเขาสั่นไหวเบาๆ เป็นจังหวะที่สอดประสานกับชีพจรของเขา มันไม่ใช่การข่มขู่ แต่มันคือการประกาศเตือนถึงเจตจำนงสังหารที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมาทุกเมื่อ เงาในเงามืดนั้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวออกมา เผยให้เห็นสตรีในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขัดกับแสงจันทร์ ใบหน้าของนางงดงามทว่าซีดเผือด แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวแต่กลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าอย่างหนักหน่วง นางไม่ได้พกอาวุธไว้ในมือ ทว่ากลิ่นอายปราณที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับมีความซับซ้อนและผิดแปลกอย่างประหลาด "ข้าไม่ได้มาเพื่อประมือกับท่าน... ฉินเฟย" นางกล่าว เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงความหยิ่งทะนงไว้ได้ดี "แต่ข้ากำลังถูกตามล่า และมีเพียงท่านเท่านั้นที่ข้าพอจะไว้ใจได้... ในยามที่แม้แต่ลมหายใจยังเป็นเรื่องอันตราย" ฉินเฟยหันกลับไปเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตานางเพื่อค้นหาความจริง "ในยามที่โลกกำลังบ้าคลั่งด้วยความกระหายอำนาจของเซียนกระบี่เมฆา การเอ่ยนามข้าท่ามกลางป่าร้างในยามวิกาลเช่นนี้ มิใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือการแสวงหาความตาย ท่านเป็นใคร และเหตุใดต้องเป็นข้า?" สตรีผู้นั้นทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินด้วยความเหนื่อยอ่อน นางเปิดสาบเสื้อบริเวณหัวไหล่ซ้ายออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยปานรูปดอกบัวสีดำที่กำลังแผ่ไอสีม่วงคล้ำออกมา มันไม่ใช่รอยสัก แต่มันคือคำสาปที่กัดกินเส้นปราณของนางอยู่ "ข้าคือมู่หลัน... อดีตศิษย์ในสำนักกระบี่เมฆา" นางเว้นจังหวะเพื่อสูดลมหายใจ "ข้าขโมย 'คัมภีร์วิถีกลืนดารา' มาจากหอสมุดลับของมัน ข้าเห็น... ข้าเห็นสิ่งที่มันกำลังจะทำ ไม่ใช่แค่การครองใต้หล้า แต่มันกำลังจะสังเวยสำนักทั้งเจ็ดเพื่อบรรลุถึงขั้นไร้ลักษณ์ที่แท้จริง ซึ่งข้าเชื่อว่าท่านเองก็กำลังตามหาเส้นทางนี้อยู่ใช่หรือไม่?" คำว่า 'ไร้ลักษณ์' กระตุกหัวใจของฉินเฟยให้ไหววูบ เขาไม่ได้ตอบรับทันที หากแต่ก้าวเข้าไปใกล้ แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความระแวดระวังที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น สัมผัสจากจิตสัมผัสของเขาตรวจพบว่ารอยปานนั้นกำลังดูดกลืนไอวิญญาณรอบข้างอย่างบ้าคลั่ง หากปล่อยทิ้งไว้ นางคงไม่รอดพ้นคืนนี้ไปได้ "วิถีไร้ลักษณ์มิใช่การกลืนกินผู้อื่นเพื่อตนเอง แต่มันคือการทำลายตัวตนเพื่อหลอมรวมกับจักรวาล" ฉินเฟยกล่าวพลางนั่งยองลงเบื้องหน้านาง นิ้วเรียวยาวของเขาสัมผัสที่ปลายนิ้วของนางเพื่อส่งกระแสปราณเข้าไปสำรวจ "เซียนกระบี่เมฆามาผิดทางแล้ว และท่าน... ท่านคือเหยื่อรายต่อไปที่มันต้องการตัวกลับไปเพื่อสังเวย" "ท่านช่วยข้าได้หรือไม่?" มู่หลันถาม น้ำเสียงของนางเริ่มเลือนรางสติเริ่มพร่ามัว "ไม่ใช่เพื่อข้า แต่เพื่อไม่ให้แผนชั่วร้ายนั้นสัมฤทธิ์ผล" ฉินเฟยนิ่งเงียบไปนาน ท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าที่แม้แต่เสียงจิ้งหรีดก็ยังขาดหาย เขารู้ดีว่าการยื่นมือเข้าช่วยหญิงสาวผู้นี้ หมายถึงการประกาศสงครามเต็มรูปแบบกับเซียนกระบี่เมฆา การเดินทางของเขาที่ตั้งใจจะโดดเดี่ยวเพื่อฝึกฝนจิตวิญญาณกำลังจะถูกสั่นคลอนด้วยภาระหน้าที่ที่เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่ภาพจำของอาจารย์ที่ถูกดาบของเซียนกระบี่เมฆาแทงทะลุอกในวันวานยังคงแจ่มชัด "หากข้าช่วยท่าน ข้าอาจจะไม่ได้บรรลุสัจธรรมที่ตั้งใจไว้ แต่มันคือวิถีแห่งดาบที่ข้าเลือก" เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะโคจรลมปราณที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายปี "ข้าจะดึงไอคำสาปนี้ออกมาให้ แต่ท่านต้องสัญญาว่าจะนำคัมภีร์นี้ไปส่งยังหุบเขาเมฆาลับ หากข้าพลาดพลั้ง ท่านต้องรอด" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายสิบคู่ก็ดังแทรกเข้ามาในความเงียบสงัด มันไม่ใช่เสียงเดินของคนปกติ แต่มันคือเสียงย่างกรายของ 'องครักษ์เงาดำ' เหล่ามือสังหารไร้จิตวิญญาณที่เซียนกระบี่เมฆาเลี้ยงไว้ด้วยโลหิตมนุษย์ ฉินเฟยชักดาบออกจากฝักเพียงเศษเสี้ยว แสงจากคมดาบสะท้อนกับดวงจันทร์จนกลายเป็นประกายสีเงินวับวาวที่เจิดจ้าเสียจนสตรีตรงหน้าต้องหรี่ตาลง เขารู้ดีว่าความลับที่เขาเพิ่งได้รับรู้นั้น คือจุดเริ่มต้นของจุดจบ หรือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ที่เขาเองก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ "มาแล้วสินะ" ฉินเฟยพึมพำขณะลุกขึ้นยืน รัศมีดาบที่เขาแผ่ออกมาทำให้ต้นไม้รอบข้างสั่นไหวราวกับหวาดกลัว "มู่หลัน หลบไปหลังโขดหินเสีย ต่อจากนี้คือสิ่งที่ข้าต้องสะสางกับอดีตของข้าด้วยตนเอง" เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากยอดไม้ ตรงเข้าหาฉินเฟยด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ ทว่าสิ่งที่ทำเอาฉินเฟยต้องเบิกตากว้างไม่ใช่จำนวนศัตรู แต่เป็นกระบี่เล่มหนึ่งที่ถืออยู่ในมือของหัวหน้าองครักษ์ มันคือกระบี่ของอาจารย์เขา... กระบี่ที่ควรจะหายสาบสูญไปพร้อมกับร่างของอาจารย์ในวันนั้น "เหตุใดกระบี่เล่มนี้จึงมาอยู่ในมือของคนชั่วช้าเช่นพวกเจ้า!" ฉินเฟยตะโกนก้อง กลิ่นอายสังหารที่พุ่งพล่านออกมาบัดนี้รุนแรงจนเมฆบนท้องฟ้าม้วนตัวเป็นวงกลมใต้แสงจันทร์ มู่หลันมองดูแผ่นหลังของฉินเฟยด้วยความตกตะลึง นางตระหนักได้ในทันทีว่า ความลับที่นางนำมานั้นมิใช่เพียงแผนการร้าย แต่เป็นความแค้นที่ฝังรากลึกและรอวันปะทุยิ่งกว่าที่นางเคยจินตนาการไว้ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อคัมภีร์ แต่มันคือน้ำตาที่ยังไม่เคยแห้งเหือดจากดวงตาของฉินเฟยที่กำลังจะกลายเป็นเปลวเพลิงเผาผลาญศัตรูให้สิ้นซากในค่ำคืนนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างเส้นทางกระบี่ของข้าในบทนี้นะครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%