คมดาบที่จ่ออยู่ที่คอหอยนั้นมิใช่เพียงเหล็กกล้าธรรมดา แต่มันคือไอสังหารที่เย็นเยียบจนฉินเฟยสัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้เพียงลมหายใจกั้น
“ท่านอาจารย์... ท่านยังหลงเหลือสติอยู่บ้างหรือไม่?”
ฉินเฟยเค้นเสียงถาม ร่างกายของเขาเกร็งแน่น กระแสปราณไร้ลักษณ์ในกายหมุนวนดุจพายุที่พร้อมจะระเบิดออก แต่มือเขากลับสั่นไหวเพียงเล็กน้อยยามจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเมตตาและสั่งสอนวิถีดาบให้เขา บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงหลุมดำแห่งความกระหายเลือด
“สติหรือ?” เซียนกระบี่เมฆาแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแหบพร่าราวกับเสียงของวิญญาณที่ถูกจองจำในขุมนรก “สติเป็นเพียงโซ่ตรวนของพวกอ่อนแอ ฉินเฟย เจ้าเคยถามหาความเป็นหนึ่งมิใช่หรือ? นี่คือจุดสูงสุดอย่างไรเล่า... จุดที่ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางเราอีกต่อไป!”
ฉับพลันนั้น ร่างของเซียนกระบี่เมฆาก็พุ่งเข้าหาดุจสายฟ้าฟาด ดาบในมือของเขาไม่ได้ร่ายรำตามวิถีที่ฉินเฟยเคยฝึกฝนมา แต่มันเต็มไปด้วยวิถีมารที่ดุดันและบ้าคลั่ง ฉินเฟยเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณ ดาบของเขาขยับสอดรับตามวิถีไร้ลักษณ์เพื่อตั้งรับ ทว่าทุกครั้งที่ดาบปะทะกัน แรงกระแทกมหาศาลกลับซัดร่างของเขาจนถอยกรูไปหลายก้าว
“เจ้ายังคงยึดติดกับคุณธรรมจอมปลอมนั่นอีกหรือ!” เซียนกระบี่เมฆาตวาดลั่น พร้อมกับตวัดดาบเป็นวงโค้ง ปราณสีเลือดพุ่งเข้ากัดกินทุกสรรพสิ่งรอบกายจนแหลกละเอียด
ในจังหวะที่วิกฤตที่สุด ร่างหนึ่งพุ่งเข้าขวางกั้นระหว่างฉินเฟยกับคมดาบสีเลือดนั้น “ศิษย์น้อง ถอยไป!”
เสียงนั้นคือ ‘เจียงเฉิง’ สหายสนิทเพียงคนเดียวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาตั้งแต่ยังเป็นศิษย์ชั้นผู้น้อย เขาใช้ร่างกำยำเข้าปะทะกับคมดาบเพื่อเปิดโอกาสให้ฉินเฟยได้โต้กลับ เสียงเนื้อหนังถูกเฉือนดังสะท้อนผ่านความเงียบงันของสมรภูมิ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วอาภรณ์สีขาวของฉินเฟย
“เจียงเฉิง!” ฉินเฟยคำราม ลืมสิ้นความสงบเยือกเย็นที่สั่งสมมานาน เขาพุ่งเข้าคว้าตัวสหายรักไว้ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดลงสู่พื้นหญ้าที่ย้อมไปด้วยสีเลือด
เจียงเฉิงกระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดดุจกระดาษ แต่ดวงตายังคงพยายามยิ้มให้ฉินเฟยอย่างฝืนทน “ข้า... ข้าบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามัวแต่ลังเล... คนที่เจ้าสู้ด้วยตอนนี้ ไม่ใช่อาจารย์ที่เรารู้จักอีกต่อไปแล้ว...”
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้! ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่” ฉินเฟยพยายามส่งกระแสปราณเข้าซ่อมแซมบาดแผลฉกรรจ์ที่กลางอกของสหาย แต่ปราณสีเลือดที่ตกค้างอยู่ในบาดแผลกลับกัดกินและต่อต้านอย่างรุนแรง
เจียงเฉิงคว้าข้อมือของฉินเฟยไว้แน่น มือที่สั่นเทาของเขากำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ “จำไว้... วิถีดาบไร้ลักษณ์ที่แท้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องความทรงจำที่พังทลาย... แต่มีไว้เพื่อตัดสิ่งที่ต้องตัด เพื่อรักษาอนาคตที่เจ้าปรารถนา...”
“เจียงเฉิง! อย่าหลับตา! ข้าสั่งให้เจ้าลืมตาไว้!” ฉินเฟยร้องตะโกน เสียงของเขาสั่นเครือราวกับมีดที่กรีดลงบนหัวใจ ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่โอบล้อมดวงจิต
เซียนกระบี่เมฆายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ช่างน่าเวทนา ความผูกพันคือจุดอ่อนที่ทำให้พวกเจ้าต้องพบจุดจบแบบนี้”
ฉินเฟยค่อยๆ วางร่างที่ไร้วิญญาณของสหายลงกับพื้นเบาๆ ราวกับเขากำลังวางสิ่งของที่ล้ำค่าที่สุดในโลก เขายืนขึ้นช้าๆ แผ่นหลังที่เคยดูสงบกลับแผ่ซ่านด้วยไอสังหารที่รุนแรงและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปี ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทที่ไม่มีแม้แต่เงาสะท้อนของแสงสว่าง ดาบไร้ลักษณ์ในมือส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับรับรู้ถึงความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้น
“ท่านเรียกมันว่าจุดอ่อนงั้นหรือ?” ฉินเฟยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าในความเรียบนั้นกลับมีแรงกดดันที่ทำให้ผืนดินสั่นสะเทือน “แต่วันนี้ ข้าจะแสดงให้ท่านเห็นว่า เมื่อหัวใจที่ยึดมั่นในวิถีถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี... ความว่างเปล่าที่แท้จริงมันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด”
เขาขยับเพียงก้าวเดียว ร่างก็หายไปจากสายตาของเซียนกระบี่เมฆา ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลังในพริบตา ดาบไร้ลักษณ์ฟาดฟันออกไปโดยไม่มีท่วงท่า ไม่มีกระบวนท่า แต่มันคือวิถีแห่งความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เซียนกระบี่เมฆาเบิกตากว้าง พยายามยกดาบขึ้นป้องกัน ทว่าคมดาบของฉินเฟยกลับทะลุผ่านปราณป้องกันของเขาไปได้ราวกับอากาศธาตุ!
ทันใดนั้นเอง ก่อนที่คมดาบจะสัมผัสคอหอยของอาจารย์ผู้คลั่งไคล้ เสียงกระดิ่งเงินก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ กลิ่นกำยานที่คุ้นเคยโชยมาปะทะจมูก ฉินเฟยชะงักดาบกลางอากาศเมื่อพบว่าเซียนกระบี่เมฆาที่เขากำลังจะสังหารนั้น จู่ๆ ก็สลายกลายเป็นเพียงหมอกควันสีดำสนิท และร่างจริงของเขากลับไปยืนอยู่บนยอดหอคอยสูงเสียดฟ้าที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของหุบเขา!
“ยินดีด้วย ฉินเฟย” เสียงของเซียนกระบี่เมฆาดังก้องมาจากทุกทิศทาง “เจ้าได้ก้าวข้ามผ่านความเมตตาธรรมมาสู่จุดที่พร้อมจะบรรลุวิถีมารอย่างสมบูรณ์แล้ว... และถึงเวลาที่เจ้าจะต้องรับรู้ความจริง ว่าทำไมอาจารย์ของเจ้าถึงต้องยอมสละร่างให้เป็นภาชนะแห่งความมืดมิดเช่นนี้”
ฉินเฟยเงยหน้าขึ้นมองร่างที่อยู่บนยอดเขา หัวใจของเขาแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนเคียงข้างอาจารย์ของเขา... เป็นเงาร่างที่เขาจำได้ดีกว่าผู้ใดในใต้หล้า ร่างของหญิงสาวที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดสามปี... นางที่ควรจะตายไปพร้อมกับสำนักเมื่อครั้งอดีต!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้และโปรดติดตามบทสรุปในตอนต่อไปนะครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 38
การสูญเสียครั้งใหญ่
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!