กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในลำคอไม่ได้ทำให้ฉินเฟยหวั่นเกรง แต่มันกลับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความประมาทที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดในชีวิตนักดาบของเขา
“เจ้าคิดว่าการลอบกัดจากเงามืดจะทำให้วิถีดาบของข้าแปดเปื้อนได้งั้นรึ?” ฉินเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายที่เคยสง่างามประดุจขุนเขาบัดนี้ทรุดฮวบลงบนพื้นดินที่เปียกชื้นไปด้วยหยาดโลหิตสีชาด มือขวายังคงกำด้ามดาบไร้ลักษณ์ไว้แน่น จนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปนชัดเจน
เงามืดที่วูบไหวอยู่เบื้องหน้าไม่ได้ตอบคำถามนั้น มีเพียงเสียงหัวเราะแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของใบไม้แห้งที่ดังสะท้อนมาจากทุกทิศทาง “ฉินเฟย... เจ้าผู้ยึดมั่นในเกียรติยศ แต่น่าขันนักที่เจ้ากำลังจะตายในสภาพเหมือนสุนัขข้างถนน โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าศัตรูที่ปลิดชีพเจ้าด้วยซ้ำ”
ฉินเฟยหอบหายใจถี่กระชั้น ความเจ็บปวดจากการถูกแทงทะลุสีข้างด้วยอาวุธอาบยาพิษ 'รอยแยกสูญวิญญาณ' กำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีฝูงมดนับหมื่นกำลังกัดกินเส้นชีพจรของเขาจากภายใน นี่ไม่ใช่บาดแผลธรรมดา มันคือคำสาปที่พยายามฉีกกระชากปราณเซียนที่เขาสั่งสมมานานนับปี
เขานิ่งงัน ปรับลมหายใจเข้าสู่สภาวะ 'ไร้ลักษณ์' ความวุ่นวายในจิตใจถูกกดทับด้วยความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งค้างปี เขาหลับตาลง ไม่ใช่เพื่อยอมจำนน แต่เพื่อสื่อสารกับคมดาบที่อยู่ในมือ
*ความอ่อนแอคือรากเหง้าของความตาย* เสียงของอาจารย์ในอดีตดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง ฉินเฟยลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววของความหวาดกลัว แต่กลับฉายชัดถึงความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว “หากสวรรค์ต้องการให้ข้าดับสูญด้วยวิธีนี้ ข้าจะแสดงให้เห็นว่า แม้ในวาระสุดท้าย กระบี่ของข้าก็ยังคงไร้รูปลักษณ์และไร้ความปราณี”
เขาสะบัดมือขวาที่สั่นเทาออกไปหนึ่งครั้ง คมดาบเปล่งประกายสีครามเย็นเยียบตัดผ่านอากาศ ความว่างเปล่าที่เคยอยู่นิ่งเฉยกลับบิดเบี้ยวราวกับผืนผ้าที่ถูกฉีกขาด รัศมีดาบที่ไม่ได้ตั้งใจก่อตัวขึ้นกลับคมกริบเสียจนเงามืดเบื้องหน้าต้องถอยกรูดด้วยความตกใจ
“เจ้า... เจ้าใช้เลือดของตัวเองเป็นสื่อนำปราณงั้นรึ?” เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นสั่นเครือด้วยความเกรงขาม
“วิถีดาบไร้ลักษณ์ ไม่ได้มีไว้เพื่อพิชิตคนอื่น แต่มีไว้เพื่อพิชิตขีดจำกัดของตนเอง” ฉินเฟยขยับกายลุกขึ้น แม้เลือดจะไหลนองจนชุ่มอาภรณ์สีขาวสะอาดจนกลายเป็นสีแดงฉาน เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทว่าทุกย่างก้าวกลับสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ซ่อนตัวอยู่
ฉินเฟยไม่ได้สนใจบาดแผลที่ฉกรรจ์กลางหลัง เขาจดจ่ออยู่กับสัมผัสรอบกาย ปราณเซียนของเซียนกระบี่เมฆาที่แฝงมากับไอสังหารนั้น... เขารู้จักมันดี มันคือร่องรอยของการทรยศ
“ออกมาเสียทีเถอะ ท่านเจ้าสำนัก... การให้ลูกสมุนที่ไร้นามมาตายแทนท่าน ดูจะเป็นสิ่งที่ต่ำช้าเกินกว่าฐานะที่ท่านพยายามสร้างมาตลอดชีวิตเสียจริง” ฉินเฟยตะโกนก้อง เสียงของเขาดังกังวานไปทั่วหุบเขาที่เงียบสงัด
ทันใดนั้น บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไป ความกดดันมหาศาลถาโถมลงมาดั่งภูเขาทับถม ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างสง่างาม ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทว่าในดวงตากลับมีความโหดเหี้ยมที่ซ่อนไม่มิด
“ฉินเฟย เจ้าเป็นศิษย์ที่ข้าชื่นชมที่สุด แต่ก็น่าเสียดาย... ความดื้อรั้นของเจ้ามันเกินขอบเขตที่ข้าจะยอมรับได้” เซียนกระบี่เมฆาเดินเข้ามาใกล้ ยิ้มที่มุมปากช่างเย็นเยียบยิ่งกว่าไอพิษที่กำลังกัดกินร่างของฉินเฟย
ฉินเฟยยกดาบขึ้นชี้ไปที่คอหอยของอีกฝ่าย มือที่เคยสั่นเทากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น “ท่านอาจารย์... ไม่สิ ท่านไม่คู่ควรกับคำเรียกขานนั้นอีกต่อไป ท่านสังหารอาจารย์ผู้สั่งสอนวิชาให้เรา เพื่อให้ได้มาซึ่งวิชาลับของสำนัก บัดนี้ท่านยังต้องการจะกลืนกินปราณของข้าเพื่อบรรลุความเป็นอมตะงั้นหรือ?”
เซียนกระบี่เมฆาหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดังก้องจนก้อนหินรอบข้างแตกละเอียด “ความจริงคือสิ่งที่ผู้ชนะกำหนดไว้เสมอ เจ้าจะตายที่นี่ และคนทั้งยุทธภพจะจดจำว่าเจ้าเสียชีวิตเพราะธาตุไฟเข้าแทรกจากการฝึกฝนวิชาที่ผิดพลาด!”
เซียนกระบี่เมฆายกฝ่ามือขึ้น ปราณสีดำสนิทก่อตัวเป็นรูปกรงเล็บมัจจุราช พุ่งเข้าหาจุดตายกลางอกของฉินเฟยด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาจะมองทัน แต่ในวินาทีที่กรงเล็บนั้นกำลังจะกระชากหัวใจของเขา ฉินเฟยกลับยิ้มออกมา—เป็นยิ้มที่ทำให้เซียนกระบี่เมฆาชะงักงัน
เขาไม่ได้หลบหลีก แต่กลับทิ้งดาบในมือลงพื้น และปล่อยให้กรงเล็บนั้นทะลวงผ่านหน้าอกของเขาไปอย่างง่ายดาย
“เจ้า... เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?” เซียนกระบี่เมฆาเบิกตากว้าง เมื่อสัมผัสได้ว่าปราณที่ตนหมายจะดูดกลืนกลับพุ่งเข้าใส่ร่างของฉินเฟยอย่างบ้าคลั่ง แทนที่จะถูกดูดออกไป แต่มันกลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดเขากับฉินเฟยไว้ด้วยกัน
ฉินเฟยกระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ แต่เขากลับคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น “วิชาดาบไร้ลักษณ์บทที่สามสิบสาม... การแลกเปลี่ยนด้วยจิตวิญญาณ ในเมื่อท่านต้องการปราณของข้ามากนัก งั้นก็จงรับมันไปให้หมด... พร้อมกับชีวิตที่เหลืออยู่ของข้า!”
ไอสังหารสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผิวหนังของเซียนกระบี่เมฆาเริ่มแตกร้าวราวกับเครื่องปั้นดินเผาที่ทนแรงดันมหาศาลไม่ไหว
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความตาย ร่างเงาสีทองร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากยอดไม้เบื้องบน พร้อมกับเสียงกระบี่ที่ดังกังวานเสียดแทงจิตวิญญาณ “หยุดมือเถิด ทั้งศิษย์และอาจารย์... ความแค้นนี้จบลงที่เลือดของพวกเจ้าไม่ได้!”
ฉินเฟยที่สติกำลังจะเลือนหาย เงยหน้าขึ้นมองร่างนั้นด้วยความยากลำบาก... นั่นคือคนที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวในสถานที่ที่ลึกลับเช่นนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปบนเส้นทางแห่งกระบี่กับผมในตอนนี้นะครับ กระบี่ไร้ลักษณ์จะรอพบทุกท่านในตอนถัดไปครับ
เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 33
บาดแผลที่ได้รับ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!