เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 44

ผู้พิทักษ์ประตูทิศใต้

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
คราบโลหิตบนคมกระบี่เหล็กดำยังไม่ทันแห้งสนิทดี ร่างของเงาอสูรเบื้องหน้าก็สลายกลายเป็นละอองหมอกสีเทา ความหนقหน่วงในบรรยากาศรอบด้านไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งกดทับลงมาบนแผ่นอกของฉินเฟยราวกับมวลภูเขาห้าลูก ประโยคก้องกังวานจากห้วงมิติที่ทิ้งไว้เมื่อคราวก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาท... *“เด็กน้อย... เหยื่อชิ้นนี้... ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ลิ้มลองหรอก”* ฉินเฟยไม่แม้แต่จะขยับตัว ปลายนิ้วเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่มั่นคงจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขายืนนิ่งสงท่ามกลางซากปรักหักพังของประตูทิศใต้แห่งแดนเซียนเมฆา สายตาสีดำสนิทจับจ้องไปยังม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้าที่ค่อยๆ แยกตัวออก ช้าๆ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น จากผืนเมฆสีชาดที่กดต่ำลงมา ร่างสี่ร่างก้าวออกมาพร้อมกันทีละก้าว การก้าวแต่ละครั้งไม่ได้สร้างเสียงฝีเท้า แต่กลับส่งแรงสั่นสะเทือนสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ พวกเขาคือ "จตุรเทพแห่งสำนักเซียนกระบี่เมฆา" ผู้พิทักษ์ด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตแดนต้องห้ามของเซียนกระบี่เมฆา ผู้ซึ่งชาวยุทธภพต่างเล่าลือกันว่า บรรลุวิถีเซียนขั้นปลายจนแทบจะอยู่เหนือวัฏสงสาร "เจ้าคือผู้ที่กล้าอาจinอาจหาญเหยียบย่างเข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ของท่านเจ้าสำนักกระนั้นหรือ?" เสียงที่ดังขึ้นประดุจสายอัคคีฟาดฟัน ผู้ที่พูดอยู่ตรงกลางคือ 'ไป๋หู' เทพกระบี่พยัคฆ์ขาว ร่างกายสูงใหญ่กำยำราวกับหล่อหลอมจากเหล็กกล้า ในมือถือกระบี่ใหญ่ไร้ฝักที่มีไอสังหารพวยพุ่งออกมาเป็นระลอก ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ร้ายจ้องมองฉินเฟยราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง ฉินเฟยไม่ตอบคำทันที เขากวาดสายตามองทั้งสี่คนอย่างพินิจพิเคราะห์ ไป๋หูผู้ควบคุมพละกำลังทำลายล้าง ชิงหลงผู้เชี่ยวชาญวิชาตัวเบาและกระบี่รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ จูเซียะผู้ใช้กระบี่โลหิตเพลิงผลาญวิญญาณ และเสวียนอู่ผู้ตั้งรับไร้ช่องโหว่ดั่งเต่าดำบรรพกาล ทั้งสี่คนยืนล้อมกรอบเขาไว้ในค่ายกลสมบูรณ์แบบที่ปิดตายทุกเส้นทางรอด "ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง" ฉินเฟยกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องและเต็มไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "และข้าก็ไม่ได้มาเพื่อฟังพวกเจ้าสาתרยายความยิ่งใหญ่ของสุนัขรับใช้ผู้หนึ่ง" *เคร้ง!* เสียงกระบี่ของชิงหลงสะบัดออกเพียงครึ่งนิ้วก็สร้างประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า "ปากดีนัก! เจ้าเด็กไร้หัวนอนปลายเท้า คิดว่าการล้มเงาอสูรชั้นต่ำได้ จะทำให้เจ้าต่อกรกับจตุรเทพได้เช่นนั้นหรือ? วันนี้ข้าจะถลกหนังหัวของเจ้ามาทำเป็นฝักกระบี่!" ชิ้นส่วนของความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นในอากาศ ทว่าฉินเฟยกลับหลับตาลงชั่วพริบตา ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงความคิด—ภาพที่อาจารย์ของเขาต้องสิ้นชีพลงภายใต้คมกระบี่ของเซียนกระบี่เมฆา ความอ่อนแอในวันนั้น คือเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงวิถีดาบไร้ลักษณ์ในวันนี้ ดาบไร้ลักษณ์มิใช่การไร้ซึ่งกระบวนท่า หากแต่เป็นการไร้ซึ่งความยึดติด เมื่อใจว่างเปล่า ปราณเซียนและลมหายใจของจักรวาลก็คือดาบ "เข้ามาพร้อมกันเถอะ" ฉินเฟยลืมตาขึ้น นัยน์ตาคู่นั้นประกายแสงสีเงินยวดยวงวับวาม "ข้าไม่มีเวลามาเสียทีละคนกับพวกเจ้า" สิ้นคำพูด ร่างของไป๋หูพุ่งทะยานเข้ามาก่อนเป็นคนแรก พละกำลังมหาศาลระเบิดออกจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม กระบี่ใหญ่ในมือฟาดฟันลงมาดั่งภูเขาถล่มทลาย อากาศรอบตัวถูกบีบอัดจนเกิดเสียงกรีดร้องแหลมสูง *เปรี้ยง!* ฉินเฟยไม่หลบ เขาตวัดกระบี่เหล็กดำขึ้นรับการโจมตีนั้นตรงๆ แรงปะทะทำให้แขนทั้งสองข้างสั่นสะเทือน ปราณกระบี่หนักหน่วงแผ่ซ่านจนพื้นหินรอบตัวยุบลงไปสามชาม ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ชิงหลงก็หายตัวไปจากจุดเดิม และปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังของฉินเฟยอย่างเงียบเชียบ ปลายกระบี่สีฟ้าประกายสายฟ้าพุ่งตรงเข้าสู่จุดตายบริเวณท้ายทอยด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ รวดเร็วและไร้ความปรานี นี่คือความน่ากลัวของจตุรเทพ พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง หากแต่ประสานสอดคล้องราวกับจิตวิญญาณเดียวกัน ฉินเฟยไม่หันกลับไปมอง ปราณดาบไร้ลักษณ์แผ่ขยายออกจากร่างเป็นวงกว้างในรัศมีสามเชือก ร่างกายของเขาบิดโค้งไปในมุมที่มนุษย์ไม่ควรทำได้ ปลายกระบี่ของชิงหลงเฉียดผ่านปลายจมูกไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ขณะเดียวกัน ข้อศอกซ้ายของฉินเฟยก็กระแทกเข้าใส่สีข้างของชิงหลงอย่างแม่นยำและรุนแรง *อัก!* ชิงหลงกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดสดๆ กระฉูดออกจากปาก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและตกใจ "ระวัง! มันไม่ได้ใช้กระบี่ตามตำราปกติ!" จูเซียะตะโกนเตือนเพื่อนร่วมสำนัก นางสะบัดข้อมือส่งกระบี่โลหิตเพลิงพุ่งเข้าใส่ดั่งห่าฝน เปลวเพลิงสีแดงฉานแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางทาง กลิ่นอายความร้อนสูงทำให้บรรยากาศรอบด้านเดือดพล่านราวกับอยู่ในกระทะทองแดง ฉินเฟยหมุนตัวควงกระบี่เหล็กดำสร้างเป็นม่านโล่ปราณสีเงิน ปะทะกับเปลวเพลิงโลหิตจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ละอองไฟกระ็นกระเด็นไปทั่วบริเวณราวกับดอกไม้ไฟมรณะ เสวียนอู่ที่คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ อาศัยจังหวะนี้เองก้าวเท้าเข้าประชิด พร้อมกับผนึกกำลังปราณเซียนทั้งหมดสร้างเป็น "ค่ายกลเต่าดำผนึกนภากาศ" ครอบงำร่างของฉินเฟยไว้ภายใน ทันทีที่ค่ายกลทำงาน แรงกดทับนับหมื่นชั่งก็ตกลงมาบนบ่าของฉินเฟย ทำให้เข่าข้างหนึ่งทรุดลงแตะพื้นเล็กน้อย เลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกจากมุมปากของเขา "ฮ่าๆๆๆ! ต่อให้เจ้าจะบรรลุวิถีดาบประหลาดแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าค่ายกลจตุรเทพ เจ้าก็เป็นได้แค่สุนัขที่รอความตายเท่านั้น!" ไป๋หูหัวเราะลั่น ยกกระบี่ใหญ่ขึ้นเตรียมฟันซ้ำเพื่อปิดฉาก ทว่า ท่ามกลางความกดดันอันมหาศาลนั้น แววตาของฉินเฟยกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากลับหลับตาลงอีกครั้ง ลมหายใจของเขาประสานเข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ และยิ่งไปกว่านั้น... ประสานเข้ากับชีพจรของแผ่นดินเบื้องล่าง "พวกเจ้า... รู้จักความว่างเปล่าหรือไม่?" เสียงพึมพำแผ่วเบาดั่งเสียงกระซิบของสายลมหลุดออกจากริมฝีปากของฉินเฟย จตุรเทพทั้งสี่ชะงักก้างไปชั่วขณะ ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลังโดยไร้สาเหตุ "วิชาดาบไร้ลักษณ์... กระบวนท่าที่สาม: ดาราดับสูญ" ฉินเฟยลืมตาขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไร้แววตา ดั่งเช่นจักรวาลอันเวิ้งว้างที่ไร้จุดสิ้นสุด ร่างกายของเขาสลายกลายเป็นควันสีเงินจางๆ ก่อนจะหายลับไปจากค่ายกลผนึกนภากาศราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น *วูบ!* เงาร่างสีเงินปรากฏขึ้นตรงหน้าของเสวียนอู่ผู้ตั้งรับแข็งแกร่งที่สุดอย่างไร้ร่องรอย ปลายกระบี่เหล็กดำไม่ได้พุ่งชนด้วยความรุนแรง หากแต่แตะลงบนใจกลางอกของเสวียนอู่อย่างแผ่วเบาราวกับขนนกสัมผัสผิวน้ำ เสวียนอู่เบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อ ปราณเซียนภายในตัวหยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี "เป็นไปได้... อย่างไร..." เสวียนอู่พึมพำออกมาคำสุดท้าย ก่อนที่รอยร้าวสีเงินจะแตกกระจายไปทั่วร่างของเขา และสลายกลายเป็นผุยผงปลิวหายไปกับสายลมต่อหน้าต่อตาจตุรเทพที่เหลืออีกสามคน ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ประตูทิศใต้ทันที ไป๋หู ชิงหลง และจูเซียะยืนแข็งค้าง ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด การฆ่าเสวียนอู่ผู้ตั้งรับไร้เทียมทานได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว... นั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หรือแม้แต่เซียนทั่วไปจะทำได้ ฉินเฟยยืนหยัดขึ้นอย่างสง่างาม ปราณดาบไร้ลักษณ์รอบตัวแผ่พุ่งเสียดแทงท้องฟ้าจนเมฆสีชาดฉีกขาดเป็นทางยาว เขาปาดเลือดที่มุมปากออกเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองจตุรเทพที่เหลือด้วยสายตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง "เหลืออีกสามคน..." ฉินเฟยกล่าวเสียงเรียบ "ใครจะเป็นรายต่อไป?" ทว่า ในวินาทีที่การต่อสู้กำลังจะดำเนินต่อด้วยความตาย ท้องฟ้าเบื้องบนกลับคำรามลั่นด้วยเสียงที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามโลก ม่านเมฆสีดำทมิฬม้วนตัวลงมาอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ และจากใจกลางพายุนั้น เสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยยิ่งกว่าใครก็ดังสะท้อนก้องกังวานลงมา... *“เก่งมาก... ฉินเฟย ลูกศิษย์ตัวน้อยของข้า... เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ การรำดาบของเด็กน้อย จะมีประโยชน์อะไร หากเจ้ายังไม่รู้ว่า ‘อาจารย์’ ที่แท้จริงของเจ้า ยืนอยู่ ณ จุดใด?”* ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะโปรยปรายลงมาจากใจกลางพายุ ร่างนั้นก้าวเหยียบย่างลงมาบนอากาศราวกับเดินบนบันไดขั้นบันไดสวรรค์ ใบหน้าภายใต้หน้ากากหยกขาวเผยรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ และเมื่อฉินเฟยเงยหน้าขึ้นมองร่างนั้นชัดๆ ลมหายใจของเขาก็สะดุดกึก ร่างกายทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม ดาบในมือเกือบจะร่วงหล่นลงสู่พื้น เมื่อบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในตอนนี้... คือคนผู้เดียวกับที่เขาเห็นว่าถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตาเมื่อสิบปีก่อน! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและทะยานผ่านขีดจำกัดไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%