"เจ้ากำลังมองหาอำนาจ... หรือมองหาหลุมศพของตัวเองกันแน่ ฉินเฟย?"
เสียงทุ้มต่ำดั่งก้อนหินบดทับกันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในส่วนลึกของถ้ำอเวจี ฉินเฟยไม่ตอบรับ เขาเพียงหยุดฝีเท้า ดวงตาคมปลาบดั่งใบดาบที่เพิ่งลับเสร็จกวาดมองไปรอบด้าน ปราณสังหารที่แผ่ซ่านมาจากความมืดนั้นเย็นเยียบเสียดกระดูก แต่มันมิได้ทำให้หัวใจที่มุ่งมั่นของเขาหวั่นไหว
เขาไม่หันกลับไปมองเจ้าของเสียง ทว่ากลับหยิบหินจุดไฟขึ้นมาตีให้เกิดประกาย แสงไฟวูบวาบเผยให้เห็นผนังถ้ำที่เต็มไปด้วยรอยจารึกโบราณ มันมิใช่ตัวอักษรทั่วไป แต่มันคือวิถีแห่งเต๋าที่ถูกสลักด้วยแรงอาฆาตและพลังปราณที่กล้าแกร่งจนหินศิลาต้องแตกร้าวตามรอยสลัก
"อำนาจที่ได้มาโดยปราศจากความเข้าใจ คือหายนะที่รอวันปะทุ" ฉินเฟยเอ่ยเสียงเรียบพลางเอื้อมมือไปสัมผัสรอยจารึกนั้น ผิวสัมผัสเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แต่ทันทีที่ปลายนิ้วจรดลง กระแสพลังงานมหาศาลก็พุ่งทะลุเข้าสู่ชีพจรของเขา ราวกับถูกเข็มเงินนับพันเล่มทิ่มแทง
"เจ้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่แบกความแค้นไว้เต็มอก คิดหรือว่าวิชา 'กระบี่ไร้ลักษณ์' ที่อาจารย์เจ้าทิ้งไว้ จะช่วยให้เจ้าก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ได้?" เสียงนั้นเยาะเย้ย แฝงไปด้วยความรังเกียจที่ไม่อาจปิดบัง
ฉินเฟยเม้มริมฝีปากแน่น เหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากขณะพยายามต้านทานพลังที่กัดกินจิตใจ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้โทสะครอบงำ ตนเองก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของวิชาต้องห้ามนี้ "อาจารย์ข้าไม่ได้ทิ้งแค่ความแค้นไว้ให้ แต่เขาให้สิ่งที่เหนือกว่า... นั่นคือการปล่อยวางตัวตนเพื่อบรรลุถึงความว่างเปล่า ท่านเซียนกระบี่เมฆา... ท่านเองก็คงอ่านจารึกพวกนี้ไม่ออก จึงได้แต่ดิ้นรนเสาะหาปราณเซียนของผู้อื่นมาเติมเต็มความว่างเปล่าในใจที่ผุพังของท่าน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะก้องกังวานจะดังระเบิดออกมาจนหินงอกหินย้อยร่วงหล่นลงมาเป็นทาง "ว่างเปล่า? โลกนี้ไม่มีสิ่งใดว่างเปล่า! มีเพียงผู้แข็งแกร่งที่ขีดเขียนโชคชะตา และผู้อ่อนแอที่กลายเป็นเพียงฝุ่นผง!"
ฉินเฟยไม่สนใจคำสบประมาทอีกต่อไป เขาทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิท่ามกลางวงล้อมของรอยจารึกที่ส่องแสงสีครามออกมาทีละน้อย ในห้วงความคิดของเขา ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเลือดของอาจารย์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่ภาพหลอนแห่งความโศกเศร้า มันคือบทเรียนสุดท้ายที่อาจารย์พร่ำสอนก่อนลมหายใจสุดท้าย
*'ฉินเฟย... ดาบที่ไร้ลักษณ์ คือดาบที่ไม่มีวันถูกทำลาย เพราะเจ้าไม่เคยถือมันไว้ในมือตั้งแต่แรก'*
ทันใดนั้น รอยจารึกบนผนังถ้ำก็เริ่มสั่นสะเทือน ตัวอักษรสีครามลอยตัวออกจากผนังและหมุนวนรอบกายของฉินเฟยราวกับพายุทอร์นาโด ปราณของเขาถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด บาดแผลเก่าจากการต่อสู้เริ่มปริแตกและมีเลือดไหลริน แต่ทว่าภายในดวงตาของเขากลับปรากฏประกายของความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าสิ่งใด
"ความอ่อนแอ... ไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีอาวุธ" ฉินเฟยรำพึงเบาๆ แววตาเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ "แต่เกิดจากการที่ใจเรายังมีสิ่งที่ต้องปกป้องจนกลายเป็นโซ่ตรวน"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ รัศมีปราณรอบกายเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ดาบที่วางอยู่ข้างกายสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับเกรงกลัวต่อพลังที่กำลังตื่นขึ้น
"จารึกเหล่านี้... มิใช่เคล็ดวิชาดาบ" เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ปลายถ้ำ "แต่มันคือคุก... ที่ขังเอาไว้ซึ่งสัจธรรมแห่งการทำลายล้าง และข้า... ก็คือผู้ที่จะทำลายมันทิ้ง"
ทว่า ก่อนที่เขาจะก้าวเดินออกไปจากจุดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ก้าวพ้นออกมาจากเงามืด ร่างนั้นคือชายชราที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับอาจารย์ของเขาราวกับแกะ แต่แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกระหายเลือดที่ฉินเฟยไม่มีวันลืมเลือน
"ศิษย์รัก... เจ้าเติบโตขึ้นมาก" ชายชรากล่าวพลางยกมือขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลที่หน้าอกตำแหน่งเดียวกับที่ฉินเฟยเคยแทงพลาดในอดีต "แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... ข้าไม่ได้ตายเพราะดาบของใคร แต่ข้าเลือกที่จะสละร่างนี้เอง เพื่อรอให้เจ้าบรรลุขั้นนี้ต่างหาก"
ฉินเฟยเบิกตากว้าง มือที่จับด้ามดาบสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อร่างตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นไอหมอกสีดำมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินแสงสว่างไปจนหมดสิ้น และทางออกเดียวของถ้ำแห่งนี้... ก็ปิดตายลงโดยสมบูรณ์
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายดาบที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและสัจธรรมนี้ครับ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ - กระบี่ไร้ลักษณ์
เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน•ตอนที่ 5
ตำราโบราณ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เพลงดาบอนันตกาล: ก้าวข้ามสัจธรรมเหนือเซียน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!