“เพื่อนบ้านน่ะค่ะคุณคิน ไม่ใช่เพื่อนสนิท! แล้วคำว่า ‘เริ่มสนิท’ นี่คือตรรกะมาจากดาวดวงไหนคะ? ช่วยคืนความเป็นส่วนตัวให้กำแพงห้องฉันด้วย!”
ฉันกระแทกนิ้วลงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนจนแทบทะลุ หน้าแชตสีขาวสะอาดตาในไลน์กลุ่มที่มีแค่เราสองคน (ซึ่งฉันเป็นคนกดเชิญเขาเข้ามาเองเพราะความเผลอเรอตอนกดบล็อกไม่สำเร็จ) กำลังทำให้ฉันประสาทเสีย อชิระคนนี้คือดีไซน์เนอร์ระดับตัวท็อป งานล้นมือจนไม่มีเวลาไปนั่งปั้นน้ำเป็นตัวเป็นเพื่อนกับใคร โดยเฉพาะไอ้หนุ่มวิศวะข้างห้องที่วันๆ เอาแต่โผล่หน้ามาทำตาเยิ้มใส่
*Kin: ใจเย็นน่าคุณดีไซน์เนอร์ ผมแค่เห็นว่าห้องคุณไฟสลัวๆ เลยกะจะถามว่าลืมจ่ายค่าไฟหรือเปล่า เผื่อผมจะ ‘อาสา’ ช่วยจ่ายให้... ในฐานะเพื่อนข้างห้องไงครับ*
“หน้าด้าน!”
ฉันสบถออกมาดังลั่นห้องนั่งเล่นพลางโยนโทรศัพท์ลงบนโซฟาหนังแท้ ก่อนจะเดินไปที่ระเบียง พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดับไฟในอกที่มันพลุ่งพล่านทุกครั้งที่เห็นชื่อหมอนั่นเด้งขึ้นมา กลิ่นจางๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มราคาแพงลอยมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับของไอ้คนข้างห้องที่ดันซักผ้าตากไว้ใกล้กับระเบียงห้องฉันพอดี
บ้าจริง... แค่กลิ่นก็ยังกวนประสาท
ฉันพยายามกั้นรั้วด้วยต้นไม้กระถางเรียงรายแน่นหนาที่ระเบียง เพื่อปิดตายไม่ให้ไอ้คนนิสัยเสียมองเข้ามาเห็นสเกตช์งานลับๆ ของฉันได้ แต่น่าแปลกที่ยิ่งฉันปิดกั้นเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็ยิ่งขยันโผล่หน้ามาให้เห็นผ่านช่องว่างเล็กๆ นั่นมากขึ้นเท่านั้น
“คุณอชิครับ”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้นจากฝั่งโน้น ฉันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หยิบพู่กันขึ้นมาแตะสีอะคริลิกแล้วละเลงลงบนผืนผ้าใบด้วยความเร็วสูง แต่คินไม่ยอมหยุดแค่นั้น เสียงเคาะกระจกเบาๆ เป็นจังหวะ ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ ราวกับกำลังกดดันประสาทการได้ยินของฉัน
“ถ้าคุณไม่เลิกเคาะ ฉันจะแจ้งนิติฯ ว่าคุณคุกคามทางเพศ!”
ฉันตะโกนออกไปโดยไม่หันไปมอง คินหัวเราะหึในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงที่น่าโมโหที่สุดในโลก
“ผมไม่ได้คุกคาม ผมแค่จะบอกว่า... ถ้าคุณยังระบายสีด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวแบบนั้น งานคุณจะออกมาเป็น ‘ภาพนรก’ ไม่ใช่ ‘ดีไซน์หรู’ นะครับคุณหนูขี้วีน”
“ปากดีนักนะ! งานฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไม่ใช่ธุระของวิศวกรถังแตกอย่างคุณ!”
“วิศวกรถังแตกเหรอ...” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนกำลังกลั้นขำ “ถ้าผมถังแตกแล้วทำไมเมื่อเช้าผมถึงเห็นคุณแอบมองรถผมที่จอดอยู่ลานจอดรถล่ะครับ? อ้อ... แล้วก็ที่ผมเห็นคุณแอบจดเลขทะเบียนรถผมน่ะ อันนั้นเรียกว่าอะไรดี? แอบชอบผมหรือเปล่า?”
หน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เหมือนโดนตบหน้าด้วยความจริงที่ว่าฉันเผลอทำตัว ‘น่าสงสัย’ ไปจริงๆ
“ฉันแค่มองหาที่ว่างจอดรถ! แล้วทะเบียนรถคุณมันก็แค่ผ่านตา!”
“งั้นเหรอครับ... งั้นที่เมื่อกี้คุณรีบเดินหนีผมตอนลงลิฟต์ ก็เพราะแค่ ‘ผ่านตา’ เหมือนกันสินะ”
ฉันคว้าพู่กันปาใส่กำแพงระเบียงอย่างเหลืออด แต่มันก็แค่กระทบขอบปูนแล้วตกลงมาที่เดิม คินยังคงยืนพิงระเบียงฝั่งนั้น มองมาทางฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความบันเทิง เขาสวมเสื้อยืดสีเทาธรรมดาๆ แต่พอมันอยู่บนตัวเขา ร่างกายที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างดีกลับทำให้เสื้อตัวนั้นดูแพงขึ้นมาทันที ท่าทางผ่อนคลายกับรอยยิ้มมุมปากนั่นน่ะ มันคือกฎหมายข้อห้ามที่ฉันไม่อยากยอมรับเลยว่า ‘แพ้’
ฉันเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้อง ปิดม่านทึบแสงจนมิดชิด พยายามจะกลับไปตั้งสมาธิกับงานที่ค้างอยู่ แต่ทุกอย่างดูขัดใจไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเฉดสีที่เลือกมา หรือเส้นสายที่วาดไป มันดูไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่ควรจะเป็น เพราะในหัวของฉันตอนนี้มีแต่ใบหน้าของคินทร์ที่กำลังหัวเราะเยาะท่าทีลนลานของตัวเอง
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแชตดังขึ้นอีกครั้ง ฉันกะจะกดบล็อกให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่ปลายนิ้วกลับเผลอไปกดอ่านข้อความที่เขาส่งมาทิ้งไว้
*Kin: เลิกพยายามกีดกันผมเถอะอชิ ที่ผมพยายามทำอยู่ทุกวันเนี่ย เพราะผมมองหา ‘คนที่จะมาช่วยเติมเต็ม’ ในห้องที่ว่างเปล่านั่นมานานแล้ว และคนคนนั้น... ก็คือคุณไงครับ*
หัวใจของฉันกระตุกวูบเหมือนตกจากที่สูง
ฉันรีบพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความโมโหที่พยายามกลบเกลื่อนความหวั่นไหว “ไอ้คนบ้า! ใครจะไปเอาคุณมาเติมเต็มในห้อง! หลอนหรือไง!”
กดส่งไปได้เพียงไม่กี่วินาที ฉันก็ชะงัก
*เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ฉันพิมพ์อะไรลงไป?*
ชื่อที่ฉันเพิ่งพิมพ์ไปเมื่อครู่ไม่ใช่ ‘คิน’ แต่เป็นชื่อเล่นที่ฉันแอบเรียกเขาในใจมาตลอดเวลาที่เห็นเขาเดินวนเวียนอยู่ข้างห้อง
*อชิ: ...นี่คุณคินทร์! อย่ามาทำเป็นพูดจาแบบนี้ใส่ฉันนะ แล้วที่ฉันพิมพ์ไปเมื่อกี้... คือฉันจะบอกว่า... ไอ้บ้า ‘คินคิน’!*
วินาทีที่ข้อความถูกส่งออกไป ฉันแทบอยากจะกระโดดลงจากตึกให้รู้แล้วรู้รอดไป ความเงียบกริบเข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง ราวกับโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ฉันพยายามจะกด ‘ยกเลิกข้อความ’ แต่ปลายนิ้วกลับสั่นเทาจนกดพลาดไปโดนปุ่มอื่น
*Kin: คินคิน? ...อ่า เรียกแบบนี้ผมก็ไปไม่เป็นเลยนะครับ*
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นรัวๆ และหนักแน่น จนฉันสะดุ้งสุดตัว คินทร์ไม่ได้อยู่แค่ที่ระเบียงแล้ว... แต่เขากำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องฉัน!
“อชิครับ... เปิดประตูหน่อยสิครับ ในเมื่อเรียกชื่อน่ารักแบบนี้แล้ว จะไม่ให้ผมเข้าไปขอบคุณหน่อยเหรอ?”
ฉันยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้อง หายใจติดขัดเมื่อเสียงกลอนประตูห้องถูกหมุนเบาๆ เหมือนเขากำลังพยายามลองไขดู เพราะฉันดันเผลอทำกุญแจสำรองหายไปเมื่อสองวันก่อน และดันจำได้ว่าไอ้หนุ่มวิศวะคนนี้เคยเสนอตัว ‘ซ่อมกลอนประตู’ ให้เมื่อสัปดาห์ก่อนพอดี
“อย่าเข้ามานะ! ฉัน... ฉันมีมีดคัตเตอร์นะ!”
“มีดคัตเตอร์น่ะเอาไว้ตัดกระดาษ ไม่ได้เอาไว้ขู่เพื่อนบ้านนะครับ... อชิระ”
เสียงเขาสั่นพร่าด้วยความขบขัน แต่ลึกๆ แล้วฉันกลับสัมผัสได้ถึงความจริงจังที่ทำเอาขาของฉันสั่นพับๆ และในจังหวะที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบหลุดออกมานั้น เสียงประตูก็ถูกเปิดออกเบาๆ พร้อมกับใบหน้าของคนข้างห้องที่ยื่นเข้ามาส่งยิ้มหวานหยด
"เรียกชื่อน่ารักแบบนี้... แปลว่าตกลงยอมให้เป็นมากกว่าเพื่อนบ้านแล้วใช่ไหมครับ?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังคงเอ็นดูความป่วนของแม่ดีไซน์เนอร์คนนี้และคอยลุ้นไปกับเขานะคะ!
ดีไซน์เนอร์ขี้เหวี่ยงกับไอ้หนุ่มข้างห้องที่ไม่ยอมเป็นเพื่อนกัน•ตอนที่ 2
ทำไมต้องเป็นมึง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซน์เนอร์ขี้เหวี่ยงกับไอ้หนุ่มข้างห้องที่ไม่ยอมเป็นเพื่อนกัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
