“หยุดเถอะค่ะคีริน... ที่นี่ไม่ควร...”
เสียงของรินรดาสั่นพร่า ราวกับกลีบดอกไม้ที่กำลังถูกพายุโหมกระหน่ำในยามค่ำคืน เธอพยายามดันแผ่นอกแกร่งของชายหนุ่มออกห่าง แต่มือที่สั่นเทาของเธอกลับไร้เรี่ยวแรงเมื่อปะทะเข้ากับกล้ามเนื้อแน่นตึงที่แฝงไปด้วยไอความร้อนระอุ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและหยาดเหงื่อที่เจือจางในอากาศรอบกายเขากำลังทำให้สติสัมปชัญญะของเธอกระเจิดกระเจิง
คีรินไม่ได้ถอยห่าง ตรงกันข้าม เขากลับกดร่างหนาเข้าหาเธอจนแผ่นหลังบางแนบชิดไปกับผนังเย็นเฉียบของเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยเถาไม้เลื้อย ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนาที่เขาไม่เคยคิดจะซ่อนเร้นเมื่ออยู่กับเธอเพียงลำพัง
“รินรดา...” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาท สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาไล้ไปตามแนวขากรรไกรของหญิงสาว ก่อนจะหยุดลงที่ลำคอระหง “เธอก็รู้ดีว่าสถานที่ไม่มีความหมายอะไรเลย ในเมื่อสัญชาตญาณของเราทั้งคู่กำลังเรียกร้องหาการปลดปล่อย”
เขาก้มหน้าลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปลายจมูกโด่งรั้นฝังแน่นลงบนผิวเนื้อนุ่มราวกับจะกักตุนความหอมหวานนั้นไว้ รินรดาหลับตาแน่น ปลายเท้าจิกเกร็งกับพื้นไม้ ปล่อยให้ความวาบหวามแล่นพล่านไปตามกระแสเลือด เธอเกลียดชังความอ่อนแอของตัวเองที่ยอมสยบให้กับพันธะราคีนี้ แต่น่ากลัวกว่านั้นคือหัวใจที่เต้นรัวด้วยความยินยอม
“แต่ถ้ามีใครเห็น...”
“ให้เห็นไปสิ” คีรินกระซิบชิดริมฝีปากเธอ ก่อนจะบดจูบลงมาอย่างเร่าร้อนและหิวกระหาย “ความลับในคฤหาสน์หลังนี้มีมากมายนัก และหนึ่งในนั้นคือความปรารถนาที่ฉันมีต่อเธอ... รินรดา ฉันไม่อาจเก็บซ่อนมันได้อีกแล้ว”
เขากวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากของเธออย่างเอาแต่ใจ มือหนาเลื่อนลงไปลูบไล้บั้นเอวคอดกิ่วผ่านเนื้อผ้าไหมบางเบาจนเธอเผลอครางเครือในลำคอ อารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกปลุกเร้าทำให้โลกทั้งใบของรินรดาหมุนคว้าง เธอเผลอโอบกอดแผ่นหลังกว้างนั้นไว้แน่น ยอมจำนนต่อจุมพิตที่แผดเผาทุกความยับยั้งชั่งใจ
ทว่า ในขณะที่ห้วงอารมณ์กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลด้วยไอรักกลับเย็นเยียบลงฉับพลัน ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนถูกเข็มนับพันทิ่มแทงแล่นปราดขึ้นมา รินรดาชะงัก เธอผละออกจากจุมพิตของเขาอย่างรวดเร็ว กวาดสายตามองไปรอบห้องที่มืดสลัว
“มีอะไรหรือ?” คีรินถาม เสียงของเขายังคงหอบพร่าด้วยแรงอารมณ์
“ฉันรู้สึกเหมือน... เหมือนมีคนมอง” เธอพึมพำ ตัวสั่นสะท้านภายใต้อ้อมแขนของเขา
คีรินขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วความมืดมิดของสวนเร้นลับนอกเรือนกระจก เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดตัวยาวราวกับปีศาจที่กำลังเฝ้ามองความผิดบาปของพวกเขาอยู่ ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่หลังม่านไม้เลื้อยไกลออกไป
ท่ามกลางเงามืดสนิทของพุ่มไม้หนาทึบ... มีเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งสนิท ดวงตาสองข้างสะท้อนแสงจันทร์วาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อด้วยความโกรธเกรี้ยวและอาฆาตมาดร้าย มันไม่ได้ขยับเขยื้อน แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมานั้นชัดเจนจนรินรดาเผลออุทานออกมาด้วยความหวาดกลัว
“นั่นใคร!” คีรินคำรามลั่นพร้อมกับผละจากเธอและก้าวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อพุ่งไปทางเงาดำนั้น แต่ทันทีที่เขาเปิดประตูเรือนกระจกออกไป ลมวูบหนึ่งก็พัดกระโชกแรงจนกิ่งไม้ไหวระริก ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เงียบสงัดจนน่าขนลุก
รินรดาก้าวตามออกมาด้วยหัวใจที่แทบหยุดเต้น เธอเห็นคีรินยืนกำหมัดแน่นที่กลางสวน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและสับสน ในขณะที่สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังจุดเดิมที่เงาประหลาดนั้นเคยยืนอยู่ ก่อนจะพบกับวัตถุบางอย่างที่วางอยู่บนพื้นหญ้า
มันคือเข็มกลัดอัญมณีสีเลือด... วัตถุที่คุ้นตาเกินกว่าที่เธอจะจดจำไม่ได้ ว่ามันเป็นของใคร
“คีริน... ดูนี่...” เสียงของเธอกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบที่แผ่วเบา เมื่อตระหนักได้ว่าผู้ที่เฝ้ามองพวกเขาในเงามืดนั้น ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่เป็นเจ้าของความลับที่เธอพยายามตามหามาตลอดทั้งชีวิต
รสรินกลิ่นกำมะหยี่ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับไปกับรินรดาและคีรินในตอนนี้ด้วยใจจริงนะคะ
พันธะราคีในสวนเร้นลับ•ตอนที่ 14
สายตาจากเงามืด
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะราคีในสวนเร้นลับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!