"หากเจ้าคิดว่ากระบี่ในมือคือตัวตนทั้งหมดของวิถีเซียน เจ้าก็เป็นได้เพียงแค่เศษธุลีที่รอวันถูกสายลมแห่งกาลเวลาพัดพาไปเท่านั้น"
เสียงหวานใสราวกับหยกกระทบกัน ทว่ากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาอัสดง มู่หรงเฉินไม่แม้แต่จะขยับตัว ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินยังคงยืนหยัดอย่างทรนง ท่ามกลางกลิ่นอายปราณกระบี่ที่แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุคลั่ง ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวสบเข้ากับดวงพักตร์งดงามล่มเมืองที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
เบื้องหน้าของเขาคือ ไป๋ลี่ว์เซียน นางเซียนผู้ถือครองกระบี่น้ำแข็ง "เหมันต์ผลาญโลกันตร์" อาวุธวิเศษระดับบรรพกาลที่ถูกเล่าขานว่าสามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งวิญญาณ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกาย เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียไหล่บาง รัศมีแห่งความเย็นชาและสูงส่งที่แผ่ออกมาจากร่างของนางทำให้มวลอากาศรอบบริเวณกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
"เศษธุลีหรือ..." มู่หรงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาคู่คมฉายแววเย้ยหยันต่อฟ้าดิน "ในสายตาของเจ้า ข้าอาจเป็นเพียงมดปลวก แต่สำหรับวิถีแห่งเต๋า... ข้าคือผู้ที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินนี้ด้วยมือเปล่า!"
สิ้นคำพูด เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาลในร่างของมู่หรงเฉินก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง แสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้าจนหมู่เมฆครึ้มเหนือหุบเขาแตกกระจาย แรงกดดันจากพลังปราณอันไร้ขอบเขตแผ่ซ่านกดทับจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม นี่คือพลังที่แท้จริงของมหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิด แม้จะยังอยู่ในขอบเขตที่ไม่สมบูรณ์ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันต้องหลั่งเลือดด้วยความหวาดกลัว
ทว่า ไป๋ลี่ว์เซียนกลับไม่มีท่าทีสะท้อนสะท้านแม้แต่น้อย นางเพียงปรายตามองพลังสีทองอร่ามนั้นด้วยความว่างเปล่า นิ้วเรียวยาวดุจลำหยกเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่น้ำแข็งที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสง่างามราวกับเทพธิดากำลังร่ายรำท่ามกลางหิมะโปรยปราย
"อวดดี..." นางเอמהเบาหวิว แต่กลับสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาดั่งเสียงระฆังสำนักเซียน
*ฉึบ!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ทว่ามันกลับทรงพลังราวกับเสียงคำรามของมังกรน้ำแข็ง พลังปราณเหมันต์สีฟ้าครามแผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งมีชีวิตในรัศมีร้อยลี้ อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็งในชั่วลมหายใจเดียว ใบไม้ทุกใบที่ร่วงหล่นถูกแช่แข็งและแหลกสลายกลายเป็นผุยผงทันทีที่สัมผัสกับไอเย็นนั้น
ดวงตาของมู่หรงเฉินหรี่แคบลงเล็กน้อย เขารับรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูทั่วไป นางคือผู้บรรลุวิถีกระบี่น้ำแข็งขั้นสูงสุด และที่สำคัญ... แววตาที่นางใช้มองเขา แม้จะเย็นชาต่อโลกหล้าเพียงใด แต่ลึก
"เจ้าจำข้าไม่ได้จริงหรือ... ไป๋ลี่ว์เซียน" มู่หรงเฉินเอמהด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและแฝงความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างที่เขาเองก็ยากจะอธิบาย
มือที่กำลังจะตวัดกระบี่ของหญิงสาวชะงักไปชั่วขณะ ร่างเพรียวบางสะท้านเฮือก ดวงตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่าและเย็นชาปรากฏรอยร้าวขึ้นวูบหนึ่ง นางจ้องมองใบหน้าคมคายของบุรุษเบื้องหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับกำลังค้นหาเงาบางอย่างจากความทรงจำอันยาวนานนับพันปีที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ธารน้ำแข็งแห่งกาลเวลา
"เจ้า... พูดเรื่องอะไรกัน" เสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ปราณเหมันต์รอบตัวที่เคยบ้าคลั่งพลันสงบลงชั่วขณะ ราวกับจิตใจของนางกำลังถูกสั่นคลอนด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
"ข้าคือผู้ที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าบนยอดเขาเซียนเก้าชั้นฟ้า..." มู่หรงเฉินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว แม้ไอเย็นจะกัดกินผิวเนื้อจนเกิดเสียงดังซ่า แต่เขากลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย สายตาของเขาทอดมองนางด้วยความล้ำลึก "ผู้ที่มอบรอยแผลเป็นแห่งคำสาปนี้ให้แก่เจ้า... คือตัวข้าเอง"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศรอบตัวก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับห้วงอวกาศอันว่างเปล่า ไป๋ลี่ว์เซียนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำอันเลือนรางที่ถูกผนึกไว้ด้วยความแค้นและความโศกเศร้ากำลังทะลักล้นออกมาดั่งเขื่อนแตก นางจำได้แล้ว... แววตาคู่นั้น น้ำเสียงนั้น และจิตวิญญาณดวงนี้!
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงกำลังจะกระจ่าง ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาอัสดงก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกมืดครึ้มม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นพายุสายฟ้าคำรามกึกก้อง แรงกดดันจากมิติเบื้องบนพุ่งตรงลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับต้องการจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุล
*เปรี้ยงงงง!*
สายฟ้าสีดำสนิทผ่าลงมาคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง แรงระเบิดมหาศาลทำให้พื้นดินแยกตัวออกเป็นเหวลึก ท่ามกลางกลุ่มควันและเศษหินที่กระจัดกระจาย เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทอีกสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหברי้วที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวดังแทรกขึ้นมา
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง มู่หรงเฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่ารอดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักเทียนอี้มาได้ แล้วจะสามารถทวงคืนทุกอย่างได้ตามใจชอบ?"
ร่างของผู้อาวุโสตาบอดแห่งสำนักเทียนอี้ก้าวออกมาจากม่านสายฟ้า มือเหี่ยวย่นถือไม้เท้าหัวกะโหลกที่ส่งกลิ่นอายโลหิตคละคลุ้ง ดวงตาสีขาวขุ่นที่มองไม่เห็นสิ่งใดตวัดมายังทิศทางที่มู่หรงเฉินและไป๋ลี่ว์เซียนยืนอยู่ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้ายับย่น
"ไป๋ลี่ว์เซียน... อย่าได้หลงเชื่อคำลวงของมารร้ายผู้นี้! สตรีโง่เขลา หากเจ้ายังไม่อยากให้กระบี่เหมันต์ของเจ้าต้องแปดเปื้อน จงลงมือสังหารมันเสียเดี๋ยวนี้!"
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอันเข้มข้นนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 9
พบพานนางเซียนผู้เย็นชา
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!