“ขยะที่ปีนป่ายขึ้นมาจากสำนักรกร้าง... คิดว่าเหยียบย่างเข้ามาในมหานครยุทธภพเซียนแล้ว จะเปลี่ยนเกล็ดปลาให้กลายเป็นมังกรได้จริงๆ งั้นหรือ?”
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังลอดผ่านม่านมุกปักลายหงส์ทอง ประสานกับเสียงรองเท้าบูทหนังปักดิ้นเงินที่กระทบพื้นหินอ่อนหยกขาวในโถงรับรองตระกูลใหญ่ ปลายกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ ในมือของมู่หรงเฉินหาได้สั่นไหวแม้แต่น้อย ความเย็นยะเยือกสีครามจางๆ แผ่ซ่านออกจากฝักกระบี่จนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงอย่างฉับพลัน หยาดน้ำค้างบนกลีบดอกเหมันต์ที่ประดับอยู่ตามเสาระเบียงกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในชั่วลมหายใจเดียว
ไป๋ลี่ว์เซียนก้าวตามหลังบุรุษผู้เป็นดั่งฟ้าดินของนางมาครึ่งก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวนางพญาหิมะสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่นางกดขี่ไว้ไม่ให้รั่วไหล ดวงตากลมโตคู่คมกวาดตามองเหล่าศิษย์เอกและผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่ที่นั่งเรียงรายอยู่สองฟากฝั่ง ความเย็นชาในแววตาของนางเฉียบคมเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ จนไม่มีผู้ใดกล้าสบตาตรงๆ แม้แต่คนเดียว
“สำนักเทียนอี้ส่งสุนัขรับใช้มาเห่าหอนต้อนรับพวกเราถึงประตูเมืองเชียวหรือ?” เสียงทุ้มต่ำของมู่หรงเฉินดังขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับก้องกังวานเสียดแทงเข้าไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง ราวกับมีกระบี่ไร้ลักษณ์นับหมื่นเล่มจ่ออยู่
มหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิดกวาดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวสวรรค์ไปยังร่างของชายชราตาบอดผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน—ผู้อาวุโสตาบอดแห่งสำนักเทียนอี้ ผู้ซึ่งเมื่อร้อยปีก่อนเคยใช้กลอุบายชั่วช้าหักหลังและลอบทำลายเส้นชีพจรเซียนของร่างเดิมเขาอย่างไร้ความปรานี
“มู่หรงเฉิน! เจ้ายังมีความกล้าเหยียบย่างมาที่แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกหรือ?” ผู้อาวุโสตาบอดแค่นเสียงหัวเราะแหบพร่า มือเหี่ยวย่นกำพัดเหล็กกล้าในมือแน่นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ “ในเมื่อร่างเดิมของเจ้าแหลกสลายไปแล้ว เหตุใดไม่ซ่อนตัวอยู่ให้พ้นหูพ้นตา เหตุไฉนจึงรนหาที่ตาย หวังจะมาทวงคืนความยุติธรรมจากผู้เฒ่าเช่นข้ากระนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี!”
บรรยากาศในโถงรับรองตระหนักถึงความกดดันอันมหาศาล แรงกดดันจากพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของผู้อาวุโสตาบอด หมายจะกดทับให้ร่างของมู่หรงเฉินคุกเข่าลงต่อหน้าผู้คนนับร้อยที่มารุมล้อมดูความอับáz
ทว่า... มู่หรงเฉินกลับยืนหยัดตรงตระหง่านดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งร่องรอยความสะทกสะทอกลดเลี้ยว เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาลหมุนวนอยู่ในจุดตันtianอย่างเงียบเชเชียบ ดูดกลืนและสลายแรงกดดันนั้นจนหมดสิ้นราวกับสายลมที่พัดผ่านยอดหญ้า
“ความยุติธรรมหรือ?” มุมปากของมู่หรงเฉินยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความตาย “สำหรับข้า... ปลายกระบี่ในมือคือความยุติธรรมเดียวที่โลกหล้าหลงเหลืออยู่ วันนี้ข้ามาเพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่พวกเจ้าเคยพรากไป และเลือดของพวกเจ้า... จักต้องใช้ล้างมลทินบนคมกระบี่นี้!”
สิ้นคำพูด ร่างของมู่หรงเฉินก็หายวับไปจากจุดที่ยืนอยู่ราวกับภาพลวงตา!
“ระวัง!” ผู้อาวุโสตาบอดตื่นตระหนกสุดขีด สัญชาตญาณความเป็นเซียนเตือนภัยให้เขาดีดตัวถอยหลังพร้อมกับสะบัดพัดเหล็กต้านทานเบื้องหน้าในเสี้ยววินาที
*เคร้ง!*
ประกายไฟสีทองสว่างวาบเจิดจ้าจนแสบตา เสียงโลหะปะทะกันก้องกังวานสะเทือนไปทั่วทั้งมหานครยุทธภพ ร่างของผู้อาวุโสตาบอดกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว รอยแตกร้าวปรากฏขึ้นบนพัดเหล็กกล้าชั้นดี ขณะที่มู่หรงเฉินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งอย่างสง่างามบนคานไม้แกะสลักเบื้องบน ปลายกระบี่เหมันต์ชี้ตรงลงมายังเบื้องล่างโดยมีไอน้ำแข็งเกาะกุมรอบตัว
เหล่าผู้คนในเมืองหลวงเซียนที่ยืนดูอยู่รอบนอกต่างสูดปากด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดว่าคนจากสำนักรกร้างจะกล้าลงมือในเขตอภัยทานของมหานครยุทธภพ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ... เขาสามารถซัดผู้อาวุโสแห่งสำนักเทียนอี้จนถอยร่นได้ในกระบวนท่าเดียว!
ไป๋ลี่ว์เซียนยืนนิ่งสงบ นางไม่ได้ชักกระบี่ออกมาร่วมวงด้วยซ้ำ มีเพียงสายตาคู่นั้นที่กวาดมองกลุ่มคนผู้หลre-t ประดุจมองมดปลวกไร้ค่า พร้อมจะเด็ดหัวผู้ใดก็ตามที่กล้าขยับตัวเข้ามาทำลายช่วงเวลาชำระแค้นของสวามี
“บังอาจนัก! บังอาจบังอาจยิ่งนัก! คนสำนักเทียนอี้ทั้งหมด... สังหารมันเสีย!” ผู้อาวุโสตาบอดคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวและอับอายขายหน้า แสงกระบี่นับร้อยสายพุ่งทะยานขึ้นจากรอบทิศทาง ปิดตายทุกเส้นทางหนีของมู่หรงเฉินในทันที
ทว่าในวินาทีที่วิกฤตกำลังพุ่งถึงขีดสุด มู่หรงเฉินกลับหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้จิตใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่ เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับมาจากห้วงนิทราของกาลเวลาหลุดจากเรียวปาก
“วัฏจักรเหมันต์... กลืนกินสวรรค์”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือมหานครยุทธภพที่เคยปลอดโปร่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นเกลียวพายุหิมะขนาดยักษ์ อุณหภูมิลดฮวบจนถึงจุดเยือกแข็งในพริบตา แสงกระบี่นับร้อยสายที่พุ่งเข้ามาแข็งค้างกลางอากาศ และแตกสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งร่วงหล่นลงมาดั่งหิมะโปรยปราย!
ทุกคนในโถงรับรองต่างเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว ราวกับถูกกาลเวลาหยุดนิ่งไว้
แต่ก่อนที่มู่หรงเฉินจะทันได้สะบัดกระบี่ปลิดชีพศัตรูตัวฉกาจ เสียงระฆังโบราณเก้าครั้งก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากยอดเขาใจกลางมหานครเซียน พร้อมกับเงาร่างโปร่งแสงของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคอยบรรพกาลที่ปรากฏขึ้นกลางนภา พร้อมกับน้ำเสียงเยียบเย็นที่กดทับลงมาว่า...
“มู่หรง... เจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงบังA็จพังประตูสวรรค์เข้ามาสร้างความวุ่นวายเช่นนี้? และทางด้านหลังของเจ้า... นั่นมันคัมภีร์ต้องห้ามที่สูญหายไปเมื่อหมื่นปีก่อนไม่ใช่หรือ!”
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 8
ก้าวสู่มหานครยุทธภพ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!