กลิ่นอายคาวเลือดและละอองปราณอสูรที่คละคลุ้งอยู่เบื้องหน้า หาได้ระคายเคืองต่อดวงตาที่ลุ่มลึกราวมหาสมุทรของมู่หรงเฉินแม้แต่น้อย
ป่าอสูรบรรพกาลในยามวิกาล หาใช่สถานที่ที่ผู้ฝึกตนทั่วไปจะกล้ากรายกล้ำเข้ามาเหยียบย่าง แม้แต่ยอดฝีมือแห่งสำนักใหญ่มหาอำนาจ หากไร้ซึ่งค่ายกลคุ้มกันหรือเคล็ดวิชาบรรพกาล ก็ล้วนต้องตกเป็นอาหารอันโอชะของเหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านหมอกพิษสีม่วงคล้ำ ทว่า สำหรับมู่หรงเฉินผู้ถือครองเคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาลแล้ว ที่นี่มิใช่แดนสนทยาอันน่าสะพรึงกลัว หากแต่เป็นสนามประลองเพื่อหล่อหลอมคมกระบี่ในจิตวิญญาณให้แหลมคมยิ่งขึ้นต่างหาก
"ก้าวล้ำเข้ามาในเขตแดนแห่งข้า เจ้าคิดว่าชีวิตน้อยๆ นี้ยังยืนยาวเกินไปกระนั้นหรือ..."
เสียงคำรามทุบปฐพีดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนป่า แรงกดดันระดับอสูรโบราณขั้นสูงแผ่พุ่งออกมาจากความมืดมิด เบื้องหน้าเขาคือพยัคฆ์เพลิงทมิฬ อสูรบรรพกาลที่มีขนาดมหึมาเท่าศาลาแปดเหลี่ยม ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีชาดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุล เขี้ยวคมกริบหยาดหยดของเหลวพิษที่ทำให้อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่น
มู่หรงเฉินไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง ร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสนิทสะท้อนประกายแสงจันทร์ ราวกับเซียนผู้สูงส่งที่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ทว่าไอสังหารที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้วของเขากลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมันตฤดู ปลายกระบี่ไร้นามในมือยังคงอยู่ในฝัก ทว่าปราณกระบี่ที่อัดแน่นอยู่ภายในกลับส่งเสียงกรีดร้องราวกับโหยหาโลหิตของราชาอสูรเบื้องหน้า
*‘ช่างเป็นจิตวิญญาณที่ดื้อรั้นและเปี่ยมด้วยพละกำลังยิ่งนัก สมกับที่เป็นอสูรบรรพกาลที่หลับใหลมานับหมื่นปี’* มู่หรงเฉินรำพึงในใจอย่างเยือกเย็น สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังจุดตายบริเวณหน้าผากของพยัคฆ์เพลิงทมิฬ
โฮก——!
พยัคฆ์เพลิงทมิฬไม่อาจทนทานต่อสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งนั้นได้ มันคำรามก้องด้วยความเกรี้ยวกราด ร่างมหมหิมาพุ่งทะยานเข้ามาดั่งดาวตก ท่ามกลางเปลวเพลิงทมิฬที่แผดเผาทุกต้นไม้ใบหญ้าให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา ความเร็วของมันเหนือล้ำกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณทั่วไปนับร้อยเท่า!
ทว่า มู่หรงเฉินกลับเคลื่อนไหวรา Speeds of Light (ดั่งสายฟ้าฟาด) ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนกิ่งไม้โบราณเบื้องบนอย่างไร้ซุ่มเสียง กระบี่ในฝักถูกตวัดออกเพียงครึ่งนิ้ว...
ช้ง!
เสียงโลหิตกระכולกระทบอากาศดังกังวาน ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไปราวกับดาราตกกระทบ ปะทะเข้ากับกรงเล็บเพลิงของพยัคฆ์เพลิงทมิฬจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วผืนป่า แรงปะทะระดับสะเทือนฟ้าดินทำให้พื้นดินเบื้องล่างยุบตัวลงเป็นหลุมลึกหลายสิบวา ต้นไม้โบราณนับร้อยต้นหักโค่นลงระเนระนาด
พยัคฆ์เพลิงทมิฬคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด ดวงตาสีชาดเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันไม่เคยคาดคิดเลยว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ เบื้องหน้าจะมีพละกำลังทางกายและปราณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ แต่เป็นมหาเทพผู้กลับชาติมาลงทัณฑ์มันด้วยตนเอง
"เจ้าพยัคฆ์โง่เขลา... หากเจ้าสยบลงแต่โดยดี บัดนี้คือวาสนาที่ฟ้าดินประทานให้เจ้าได้ติดตามข้าไปพลิกฟ้าร่ำร้อง แต่หากเจ้ายังดื้อรั้น วันนี้... สถานที่แห่งนี้จะเป็นหลุมฝังศพแห่งที่สองของสายพันธุ์เจ้า"
น้ำเสียงของมู่หรงเฉินราบเรียบทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันระดับจักรพรรดิกระบี่ กดทับจิตวิญญาณของพยัคฆ์เพลิงทมิฬจนมันต้องสั่นสะท้าน ขนทั่วร่างลุกชันด้วยความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในสัญชาตญาณสัตว์อสูร
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย ไกลออกไปหลายพันลี้ ไป๋ลี่ว์เซียนยืนสง่างามอยู่ริมหน้าผา ปลายชายผ้าพลิ้วไหวตามสายลมหนาว ดวงตาดั่งหงส์มองทอดไปยังทิศทางของป่าอสูรบรรพกาลด้วยความรู้สึกเป็นกังวล นางสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันรุนแรงที่แผ่ซ่านมาถึงที่นี่ แม้ภายนอกนางจะเยชาต่อโลกหล้าและสงบนิ่งดั่งน้ำในบึงลึกเพียงใด แต่หัวใจดวงน้อยกลับเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำยามนึกถึงบุรุษผู้ดื้อรั้นผู้นั้น
*‘เฉินหลาง... ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ เหตุใดจึงต้องเอาตัวเข้าแลกกับพันธสัญญานั้นด้วยเล่า’* นางพึมพำกับสายลม มือเรียวงามกำกระบี่คู่กายแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
กลับมาสู่กลางป่าอสูรบรรพกาล พยัคฆ์เพลิงทมิฬที่พ่ายแพ้ต่อกระบวนท่าอันลึกล้ำ คุกเข่าลงเบื้องหน้ามู่หรงเฉินอย่างจำนน มันก้มหัวลงต่ำจนติดพื้นดิน เป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับในฐานะ "นายเหนือหัว" ผู้เป็นเจ้าชีวิต
มู่หรงเฉินเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างมั่นคง เขาหลับตาลงเล็กน้อยเพื่อโคจรวิถีปราณ ก่อนจะยกปลายนิ้วที่มีโลหิตสีทองเรืองรองขึ้นวาดอักขระพันธสัญญากลางอากาศ อักขระโบราณเปล่งแสงสว่างจ้าพุ่งตรงเข้าสู่กึ่งกลางหน้าผากของพยัคฆ์เพลิงทมิฬ ทันใดนั้น แสงสีทองและสีดำก็หลอมรวมกันเป็นดวงตราประทับรูปพยัคฆ์ติดตรึงอยู่บนฝ่ามือของมู่หรงเฉิน
ภารกิจสำเร็จลุล่วง... ทว่า ในวินาทีที่พันธสัญญาสัมบูรณ์และพลังปราณอสูรหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของมู่หรงเฉินเพื่อเตรียมทะลวงสู่ขอบเขตพลังขั้นถัดไปนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หมอกพิษสีม่วงคล้ำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากรอยแยกของแผ่นดิน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่า
"ฮ่าๆๆๆ... มู่หรงเฉิน ลูกศิษย์ทรพีผู้บังอาจหนีรอดจากเงื้อมมือสำนักเทียนอี้ คิดว่าเจ้าทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรแล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าผู้เป็นผู้อาวุโสตาบอดคนนี้ไปได้เช่นนั้นหรือ!"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ไร้ดวงตาแต่กลับแผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรบรรพกาล ปรากฏกายขึ้นขวางทางออกเดียวของป่าอสูร พร้อมกับคมกระบี่อาบยาพิษที่พุ่งตรงเข้ามาหมายปลิดชีพมู่หรงเฉินในพริบตาเดียว!
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 7
พันธะสัญญากับสัตว์อสูร
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!