ความเงียบงันภายในโถงพิธีวิหคเพลิงนั้นหนักหน่วงราวนำร้อยชั่งกดทับ ไอร้อนจากกระถางธูปสำริดบรรพกาลไม่สามารถขับไล่ความหนาวเยือกที่แผ่ออกมาจากแว่นแคว้นแห่งความกดดันได้เลย สายตานับร้อยคู่ภายในสำนักเทียนอี้ต่างพุ่งเป้ามายังร่างของบุรุษหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องกลาง ความเย้ยหยันและรอยยิ้มดูแคลนที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของเหล่าศิษย์สายใน บัดนี้กลับแข็งค้างจนกลายเป็นความตื่นตระหนกที่ระคนด้วยความไม่เชื่อสายตา
มู่หรงเฉินหาได้สนใจสายตานัยน์ตาพาลชนเหล่านั้นไม่ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวของเขายังคงแตะอยู่บนด้ามกระบี่สนิมเขรอะเล่มเก่า ทว่าบรรยากาศรอบตัวเขากลับบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นปราณสีครามเข้มข้น พลังกดดันระดับบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ในร่างเนื้อใหม่นี้เริ่มตื่นตัว มันไม่ใช่แค่แรงกดดันจากลมปราณทั่วไป หากแต่มันคือ "เจตంటกระบี่" (Sword Intent) ที่แท้จริง—เจตจำนงอันไร้พ่ายที่เคยสั่นสะเทือนมาแล้วทั้งสามภพภูมิ
"ศิษย์สวะเช่นเจ้า... ยังกล้าอาจหาญยืนหยัดต่อหน้าผู้อาวุโสสำนักอีกหรือ?"
เสียงแหบแห้งราวนกแสกกรีดกรายดังขึ้นจากประธานพิธี ผู้อาวุโสตาบอด "ฮั่วไห่" ผู้มีดวงตาขาวขุ่นมัวไร้ประกายแต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันดุร้าย เขาก้าวเท้าออกมาเพียงก้าวเดียว พื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าก็แตกละเอียดเป็นผุยผงด้วยแรงปราณขั้นหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์
สำหรับสำนักเทียนอี้แล้ว การที่ศิษย์นอกรีตผู้หนึ่งกล้าปฏิเสธคำสั่งประหาร ถือเป็นการหยามเกียรติที่ต้องชำระด้วยโลหิต
"ผู้อาวุโสฮั่ว... ท่านมองไม่เห็นความจริงตรงหน้า หรือแสร้งทำเป็นตาบอดกันแน่?"
น้ำเสียงของมู่หรงเฉินราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่าทุกคำที่หลุดออกจากริมฝีปากกลับทรงพลังราวน้ำหนักค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจคนฟัง ไป๋ลี่ว์เซียนที่ยืนอยู่ริมเขตอาคม มองดูแผ่นหลังของสหายร่วมทางด้วยแววตาที่ลึกล้ำ นางไม่เอ่ยปากห้ามปรามแม้แต่น้อย เพราะนางรู้ดีว่า... มนุษย์กลุ่มนี้ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย ที่บังAาญมาท้าทายมหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิด
"สามหอง!" ฮั่วไห่คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว หนวดเคราสีเทาสั่นเทา มือเหี่ยวย่นดุจกรงเล็บพญาอินทรีย์สะบัดออกเบาๆ ปราณกระบี่นับพันสายพรั่งพรูออกมาจากอากาศธาตุ ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่ "อัสนีโลหิต" พุ่งตรงเข้าหากลางอกของมู่หรงเฉินหมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเหล่าศิษย์หญิงดังขึ้นเบาๆ หลายคนหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพร่างของศิษย์ผู้นี้แหลกสลายเป็นจุล
ทว่า... มู่หรงเฉินไม่แม้แต่จะขยับกายถอยหลัง
เขามองดูคมกระบี่นับพันที่พุ่งเข้ามาด้วยสายตาเย้ยหยันดั่งมองมดปลวก เมื่อระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตาดำขลับของเขาก็พลันเปล่งประกายแสงสีทองระยับ เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาลหมุนวนอย่างบ้าคลั่งในจุดตันtian (ตันเถียน) เสียงคำรามดังก้องกังวานคล้ายเสียงมังกรคำรามจากใต้พิภพสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขา
*เปรี้ยง!*
ปราณกระบี่ทั้งหมดที่พุ่งเข้าใส่ กลับสะท้อนกลับด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมนับร้อยเท่า แรงปะทะอันรุนแรงทำให้ค่ายกลอัสนีโลหิตพังทลายลงในพริบตา เศษโลหะกระบี่แหลกเหลวปลิวว่อนดุจหิมะโปรยปราย ฮั่วไห่ผู้เฒ่าหน้าเปลี่ยนสีทันที ร่างชราถอยหลังไปสามก้าว กระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต ดวงตาที่บอดสนิทเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"เป็นไปไม่ได้! ปราณวิญญาณของเจ้า... มันคือพลังอะไรกัน?!"
ผู้อาวุโสตาบอดแผดเสียงอย่างไม่เชื่อหูไม่เชื่อตาตัวเอง ในร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้ควรจะมีเพียงปราณขยะที่แม้แต่คนธรรมดายังรังเกียจ เหตุใดบัดนี้มันจึงกลายเป็นมหาสมุทรแห่งพลังที่ไร้ก้นบึ้งไปได้เล่า?
มู่หรงเฉินก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว... ทุกก้าวที่เท้ากระทบพื้น หินศิลาในโถงพิธีต่างสั่นสะเทือนราวกับกำลังก้มกราบคารวะผู้เป็นนาย แรงกดดันระดับเทพเจ้าแผ่ขยายออกไปจนผู้อาวุโสและผู้นำฝ่ายต่างๆ ในสำนักต่างหายใจไม่ออก เข่าทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุม
"ข้าเคยเตือนพวกเจ้าแล้ว..." มู่หรงเฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของฮั่วไห่ที่ทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความอับจนหนทาง เงาของร่างสูงใหญ่ทอดทับลงบนร่างที่สั่นเทาของผู้อาวุโสผู้เคยหยิ่งผยอง "ในสายตาของข้า บรรดาผู้อาวุโสตาบอดทั้งหลายแห่งสำนักเทียนอี้... พวกเจ้าก็เป็นเพียงฝุ่นผงที่รอวันกวาดทิ้งเท่านั้น"
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าไม่ใช่... ไม่ใช่ไอ้สวะมู่หรงเฉินผู้นั้น!" ฮั่วไห่เค้นเสียงรอดไรฟัน พยายามรวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่เพื่อต่อต้าน แต่ทว่าทันทีที่เงากระบี่ในมือของมู่หรงเฉินขยับเพียงนิดเดียว ร่างกายของเขาก็ถูกตรึงไว้ด้วยอาคมไร้ลักษณ์จนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
ความอับอายแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าเหี่ยวย่น ผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักเทียนอี้ บัดนี้กลับต้องมาคุกเข่าก้มหัวอยู่เบื้องล่างของศิษย์ที่ตนเคยเหยียบย่ำและดูแคลนอย่างไร้ทางสู้ เสียงอื้ออึงของเหล่าศิษย์ภายในโถงดังระเบิดขึ้นราวกับรังแตนแตก
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงระฆังโบราณเก้าครั้งก็ดังสะท้อนมาจากยอดเขาต้องห้าม—ยอดเขาบรรพกาลที่หลับใหลมานับพันปี
มู่หรงเฉินชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบนที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆสีดำทะมุนม้วนตัวเป็นเกลียวพายุขนาดใหญ่ และสิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาดคำราม... กลับไม่ใช่ภัยพิบัติธรรมชาติธรรมดา หากแต่เป็นร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากรอยแยกมิติด้วยสภาพที่ไร้สติ และมีกระบี่มารปักคาอยู่กลางแผ่นหลัง!
ไป๋ลี่ว์เซียนที่ยืนนิ่งมาตลอด พลันเบิกตากว้าง สีหน้าเย็นชาของนางถอดสีลงในเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นใบหน้าของสตรีผู้ร่วงหล่นลงมาเบื้องหน้า
"ท่านอาจารย์...!"
หลิวเยี่ยนซีขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 6
ตบหน้าผู้อาวุโสตาบอด
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!