"ศิษย์น้อง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิถีกระบี่ที่เจ้าดึงดันไขว่คว้า จะช่วยปกป้องสตรีในอ้อมกอดนั้นได้?"
เสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดาษทรายเสียoสีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของราตรีที่ถูกย้อมด้วยโลหิต เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทขยับเข้าใกล้ทีละก้าว บนใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกความมืดกลืนกิน มีรอยแผลเป็นลึกน่ากลัวจนถึงเบ้าตา—ดวงตาดวงนั้นบอดสนิท แต่มันกลับแผ่จิตสังหารที่แหลมคมเสียยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในปฐพี
นั่นคือ "เจ้าสำนักเทียนอี้" ผู้ที่ควรจะดับสูญไปในเพลิงอัคคีสวรรค์เมื่อร้อยปีก่อน แต่วันนี้ เขากลับหวนคืนมาพร้อมกับทัณฑ์มารที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
มู่หรงเฉินไม่แม้แต่จะชายตามองผู้ที่ยืนขวางหน้า ร่างของเขายังคงคุกเข่าลงครึ่งหนึ่ง โอบอุ้มร่างอันไร้เรี่ยวแรงของไป๋ลี่ว์เซียนไว้แนบอก ลมหายใจของนางแผ่วเบาราวกับผีเสื้อใกล้สิ้นอายุขัย หยดเลือดสีชาดจากมุมปากของนางซึมผ่านอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเขา หยดแล้วหยดเล่า... ราวกับกลีบเหมยที่กำลังร่วงโรยท่ามกลางเหมันตฤดู
"ลี่ว์เซียน... ลืมตาขึ้นมองข้า" เสียงทุ้มต่ำของมู่หรงเฉินสั่นสะท้านเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี ความเย็นชาที่เคยหล่อหลอมตัวตนของมหาเทพกระบี่ บัดนี้แตกสลายไม่เป็นชิ้นดี เหลือเพียงความเจ็บปวดร้าวรานที่กัดกินขั้วหัวใจ
ดวงตาของไป๋ลี่ว์เซียนปรือขึ้นช้าๆ แพขนตางอนงามเปียกชื้นด้วยหยาดเหงื่อและโลหิต นางฝืนยกมืออันสั่นเทาขึ้นสัมผัสแก้วากที่สากระคายของเขา สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับสายลม แต่กลับหนักหน่วงดุจขุนเขาในใจของชายหนุ่ม
"ท่านพี่... อย่าได้... ฝืน..." เสียงของนางขาดห้วง "ทัณฑ์สวรรค์... กำลังจะมา..."
เปรี้ยง!
สิ้นคำของนาง ท้องนภายามวิกาลที่เคยไร้ดาวเดือนพลաց ม่วงคลั่งด้วยสายฟ้าอัสนีบาตยักษ์ มันผ่าลงมากลางลานพิธีจนศิลาแกร่งนับพันตันแหลกสลายเป็นผุยผง แรงกดดันระดับขอบเขตเทพเจ้าแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาจักรเซียน บีบคั้นให้เหล่าผู้อาวุโสที่แอบซุ่มดูอยู่ถึงกับกระอักเลือดคำโต
เจ้าสำนักเทียนอี้แย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาชี้กระบี่มารในมือเข้าใส่ร่างของทั้งสอง "ดี! ดีนัก! ในเมื่อความตายมาเยือนถึงที่ ข้าจะส่งพวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องไปกอดกันตายในปรภพเอง!"
มู่หรงเฉินค่อยๆ วางร่างของไป๋ลี่ว์เซียนลงบนพื้นหินอย่างทะนุถนอมที่สุด ราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ เขายันกายลุกขึ้นช้าๆ เงาร่างสูงตระหง่านทาบทับผืนแผ่นดิน ความกดดันรอบตัวเขาเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความเกรี้ยวกราด แต่เป็นความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว—ความว่างเปล่าที่กำเนิดจากวิถีกระบี่ขั้นสูงสุด
"เจ้าสำนักเทียนอี้" มู่หรงเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยือกจนน้ำแข็งเกาะกุมใบไม้ "ร้อยปีก่อน เจ้าใช้เล่ห์กลแย่งชิงตำแหน่งและขับไล่ข้า... ร้อยปีต่อมา เจ้ายังกล้าอาจหาญทำลายตบะของนาง..."
"แล้วอย่างไรเล่า? คนตายย่อมไม่มีวันฟื้นคืน—"
ยังไม่ทันที่คำพูดจะขาดห้วง อากาศรอบตัวเจ้าสำนักเทียนอี้ก็พลันบิดเบี้ยว!
*ฉับพลัน!*
ไม่มีประกายกระบี่ ไม่มีเสียงแหวกอากาศ มู่หรงเฉินปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าศัตรูตัวฉกาจตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทันสังเกต นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวสะบัดออกเบาๆ ราวกับปัดหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ทว่าพลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์กลับพุ่งทะลวงผ่านเกราะป้องกันระดับบรรพกาลของเจ้าสำนักเทียนอี้อย่างไร้การต้านทาน!
*ฉึกลึก!*
เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากหัวไหล่ข้างขวาของเจ้าสำนักเทียนอี้ ดวงตาที่บอดสนิทเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขากระอยถอยหลังไปสามก้าว ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก
"วิชา... วิชาหลอมกายเทวะบรรพกาลของจริง... เจ้า... เจ้าทะลวงผ่านขั้นนั้นไปแล้วหรือ?!" เจ้าสำนักเทียนอี้กรีดร้องเสียงหลง
มู่หรงเฉินไม่ตอบ สายตาของเขามองตรงไปยังผืนฟ้าเบื้องบนที่บัดนี้เมฆสีดำทะมึนกำลังหมุนวนเป็นเกลียวพายุขนาดยักษ์ สายฟ้าสีทองคำและสีดำสนิทผสานเข้าหากัน กลายเป็นทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์การบำเพ็ญเพียร
ฟ้าดินกำลังพิโรธ! การฝืนลิขิตชะตาเพื่อดึงวิญญาณที่ดับสูญกลับมาและการทะลวงสู่ขอบเขตขั้นเทพเจ้าในคืนเดียว คือการท้าทายกฎเกณฑ์ที่สวรรค์ไม่อาจให้อภัย!
"หากสวรรค์ต้องการให้ชีวีของนางดับสูญ..." มู่หรงเฉินเงยหน้าขึ้นท้าทายสายฟ้า ร่างกายของเขาเปล่งแสงสีทองอร่ามเรืองรอง กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นด้วยพลังปราณที่ระเบิดออกอย่างไร้ขีดจำกัด กระบี่โบราณในมือสั่นระริกส่งเสียงคำรามก้องราวกับมังกรตื่นจากนิทรา "ข้า... จักผ่าฟ้าดินนี้ให้สิ้นซาก แล้วชุบชีวิตนางขึ้นมาใหม่ด้วยมือของข้าเอง!"
ตูมมมมม!
สายฟ้าสายแรกผ่าลงมาตรงกลางร่างของมู่หรงเฉิน แรงระเบิดทำให้พื้นดินยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึกหลายร้อยเมตร ร่างของเขาอาบย้อมไปด้วยโลหิต ทว่าความทะนงองอาจกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขาก้าวเท้าขึ้นไปในอากาศทีละก้าว... ทุกก้าวที่ก้าวผ่าน ออร่าแห่งขอบเขตเทพเจ้าก็แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งสามโลก จนเหล่าเซียนและมารต่างต้องคุกเข่าลงด้วยความยำเกรง
ทว่า ในวินาทีที่มู่หรงเฉินกำลังจะระเบิดพลังครั้งสุดท้ายเพื่อรับทัณฑ์สวรรค์ขั้นที่เก้า แสงสีม่วงประหลาดก็พุ่งออกมาจากร่างของไป๋ลี่ว์เซียนที่นอนอยู่เบื้องล่าง!
ร่างของนางลอยเคว้งขึ้นไปในอากาศอย่างไร้แรงโน้มถ่วง ดวงตาที่ปิดสนิทลืมขึ้นอีกครั้ง ทว่านัยน์ตาทั้งสองข้างกลับกลายเป็นสีเงินยวงไร้แววตา และเสียงที่เปล่งออกมา... กลับไม่ใช่เสียงของไป๋ลี่ว์เซียนผู้อ่อนโยนอีกต่อไป
"มู่หรงเฉิน... เจ้ากล้าขัดขวาง 'โชคชะตา' ที่ข้ากำหนดไว้ให้พวกเจ้าตั้งแต่แรกเริ่มรึ?"
น้ำเสียงทรงอำนาจดังก้องกังวานเสียดแทงจิตวิญญาณ และเมื่อเงาร่างที่แท้จริงปรากฏขึ้นหลังม่านหมอกสีม่วง มู่หรงเฉินก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง—สตรีที่กุมชะตากรรมของไป๋ลี่ว์เซียนไว้ในมือ... แท้จริงแล้วคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแดนสวรรค์ผู้ลึกลับ ผู้ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวมานับหมื่นปี!
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมลุ้นและเดินทางไปพร้อมกับวิถีกระบี่ของมู่หรงเฉินในตอนต่อไปนะคะ!
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 19
ทะลวงขอบเขตขั้นเทพเจ้า
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!