คราบโลหิตสีดำสนิทที่หยดลงบนพื้นศิลาหยกขาวของตำหนักกระบี่บูรพา หาใช่ร่องรอยของการต่อสู้ธรรมดาไม่ หากแต่เป็นหยาดหยดแห่งความพินาศที่กำลังกัดกร่อนรากฐานค่ายกลคุ้มกันสำนักเทียนอี้ให้สลายกลายเป็นจุล
คำกล่าวทิ้งท้ายอันเยือกเย็นและแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียมของคนใกล้ตัว ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกผู้คน ทว่าความตระหนกนั้นยังไม่ทันได้ซึมซาบเข้าสู่กระดูกดำ แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าก็สะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกหล้ากำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
"ตู้มมมม—!"
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศอุดร ม่านพลังอัสนีบาตเก้าชั้นฟ้าที่บรรพบุรุษสำนักเซียนร่วมกันสร้างขึ้นนานนับหมื่นปี บัดนี้กลับถูกย้อมด้วยเพลิงมารสีเลือดฉาน ท้องน้ายามราตรีที่ควรจะประดับด้วยดวงดารากลับถูกกลืนกินด้วยกลุ่มควันมหึมา ปราณมารที่หนาทึบและเหม็นคาวโลหิตแผ่พุ่งปกคลุมไปทั่วสารทิศ ราวกับมหาสมุทรแห่งความมืดที่ไหลบ่าเข้ากลืนกินผืนแผ่นดิน
"กองกำลังแดนปีศาจ... พวกมันบุกมาแล้ว!" เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของศิษย์รุ่นเยาว์ดังระงมไปทั่วบริเวณ ความโกลาหลเข้าครอบงำสำนักเซียนอันยิ่งใหญ่ในชั่วพริบตา
มู่หรงเฉินยืนตระหง่านอยู่บนยอดฉัตรศิลา นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองความพินาศเบื้องล่าง เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณมารที่ปั่นป่วน รอยสักมังกรเพลิงเก้าหัวบนแผ่นหลังของเขาร้อนผ่าวขึ้นมา ราวกับมันกำลังตอบสนองต่อกลิ่นอายสายเลือดเผ่ามารที่อยู่เบื้องล่าง ความเย็นชาบนใบหน้าของเขายิ่งทวีความดุดันขึ้นไปอีกขั้น เมื่อตระหนักว่าการบุกรุกในครั้งนี้ หาใช่การจู่โจมอย่างไร้ทิศทาง หากแต่เป็นการวางแผนหักหลังอย่างเป็นระบบจากภายใน
"เฉินหลาง..."
เสียงหวานทุ้งที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและห่วงหาดังขึ้นเบื้องหลัง ไป๋ลี่ว์เซียนก้าวเท้าออกมาจากเงาจันทร์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้สะท้อนประกายแสงเย็นเยียบจากกระบี่เซียนในมือ นางไม่ได้หวาดหวั่นต่อความโกลาหลเบื้องหน้าแม้แต่น้อย มีเพียงสายตาคู่คมที่ทอดมองไปยังชายผู้เป็นดั่งดวงใจ นางขยับเข้าใกล้เขา พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่มั่นคง "ค่ายกลมารสะท้านปฐพีถูกเปิดใช้งานจากใจกลางสำนัก คนที่ลงมือ... คงไม่ใช่แค่หนอนบ่อนไส้ธรรมดา"
มู่หรงเฉินไม่เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่ยื่นมือไปกุมมือเรียวบางที่เย็นเฉียบของนางไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาส่งผ่านไปยังนาง เป็นคำสัญญาอันเงียบงันว่าต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย เขาก็จะยืนหยัดเคียงข้างนางตราบจนลมหายใจสุดท้าย
"หึๆๆ ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง..."
เสียงหัวเราะแหบพร่าและเย้ยหยันดังขึ้นจากความมืดเบื้องล่าง ร่างเงาหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากม่านหมอกมาร ผู้อาวุโสตาบอด เจ้าสำนักเทียนอี้ ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบิดเบี้ยว ดวงตาที่ไร้แววคู่นั้นจับจ้องมายังทิศทางที่พวกเขายืนอยู่ได้อย่างแม่นยำ ราวกับเขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งผ่านจิตวิญญาณอันดำมืดของตน
"เจ้าสำนักเทียนอี้" มู่หรงเฉินเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลึก ราวกับเสียงคำรามจากขุมนรก "ที่แท้สุนัขรับใช้ที่คอยเลียรองเท้าให้แดนปีศาจมาตลอดหลายร้อยปี ก็คือเจ้าผู้ทรงคุณธรรมแห่งสำนักเซียนนี่เอง"
ผู้อาวุโสตาบอดหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง สายลมปราณมารรอบกายพัดกระโชกจนเส้นผมสีขาวโพลนปลิวสยาย "คุณธรรมอันใด? โลกหล้าใบนี้มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะเป็นใหญ่ ร่างเดิมของเจ้าเคยเหยียบย่ำข้าไว้ใต้ฝ่าเท้าเมื่อชาติภพก่อน ในวันนี้... เมื่อมหาเทพกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ตกลงมาอยู่ในสภาพที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ ไฉนข้าจึงจะไม่ยืมมือเจ้านายจากแดนปีศาจ เพื่อล้างแค้นความอัปยศในอดีตเล่า!"
สิ้นคำพูดของเจ้าสำนักเทียนอี้ พื้นศิลาเบื้องล่างก็ปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กองทัพปีศาจนับหมื่นตนพรั่งพรูขึ้นมาจากรอยแยก สัตว์อสูรโลหิตคำรามก้องฟ้า กลิ่นอายแห่งความตายแผ่ขยายปกคลุมทุกตารางนิ้ว เหล่าศิษย์สำนักเซียนต่างล้มตายราวกับใบไม้ร่วง ความโกลาหลและเสียงโหยหวนดังระงมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ไป๋ลี่ว์เซียนตวัดกระบี่ในมือ คลื่นกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด ตัดร่างอสูรปีศาจเบื้องหน้าขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว นางหันมามองมู่หรงเฉิน แววตาของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "เฉินหลาง... เวลาที่เหลืออยู่มีไม่มากแล้ว"
มู่หรงเฉินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ค่ายกลมารสะท้านปฐพีดูดกลืนพลังปราณของสำนักเซียนจนสมบูรณ์ เก้าพิภพจะตกอยู่ในยุคมืดอันหาทางกลับคืนไม่ได้ ร่างกายของเขาเริ่มเปล่งแสงสีทองอร่าม เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาลถูกขับเคลื่อนจนถึงขีดสุด กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเครียด เส้นเลือดปูดโปนราวกับมังกรเพลิงที่กำลังดิ้นรนจะหลุดพ้นจากพันธนาการ
"เจ้าสำนักเทียนอี้..." มู่หรงเฉินก้าวเท้าเดินหน้าทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวผ่าน พื้นศิลาหลอมละลายกลายเป็นจุลด้วยแรงกดดันจากปราณเทวะ "บัญชีหนี้เลือดเมื่อชาติก่อน วันนี้... ข้าจะทวงคืนให้สาสม!"
ทว่า ในวินาทีที่มู่หรงเฉินกำลังจะพุ่งทะยานเข้าประจันหน้ากับศัตรูตัวฉกาจนั้นเอง ท้องน้ายามราตรีที่ถูกย้อมด้วยเพลิงมาร ก็พลันเกิดรอยปริแยกขนาดมหึมาขึ้นใจกลางม่านพลัง แสงสีม่วงดำอันน่าสะพรึงกลัวสาดส่องลงมา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลปริศนาผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... รุนแรงยิ่งกว่าเจ้าสำนักเทียนอี้หลายร้อยเท่า และมันเป็นกลิ่นอายที่มู่หรงเฉินไม่มีวันลืมเลือนตลอดกาล
มู่หรงเฉินชะงักฝีเท้าลงในทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางกระบี่อันยาวนานนี้นะคะ
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 17
ค่ายกลมารสะท้านปฐพี
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!