"ถ้าพวกเธอร่ายคาถาบทที่สามด้วยความเร็วเท่าเดิมอีกแค่สามวินาที โรงฝึกเวทมนตร์อาคารสามคงได้กลายเป็นเศษอิฐกองโตไปแล้วล่ะค่ะ"
น้ำเสียงเนิบนาบแต่แฝงความจริงจังดังขึ้นท่ามกลางละอองมานาสีฟ้าครามที่ยังคงพวยพุ่งคละคลุ้ง เรนถอนหายใจยาวเหยียดพร้อมกับใช้ปลายนิ้วดีดอากาศเบาๆ เพื่อสลายวงเวทป้องกันระดับกลางที่เกือบจะรับแรงสะท้อนไม่ไหว เขากวาดสายตามองเพื่อนร่วมคลาสห้อง A-4 ที่ต่างยืนหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน เสื้อคลุมนักเรียนของแต่ละคนชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากการพยายามรีดเค้นพลังเวทตามตำรามาตรฐานของสถาบันมหาเวทแห่งนี้
นี่คือคาบเรียนภาคปฏิบัติวิชาทฤษฎีเวทมนตร์ประยุกต์—วิชาที่ขึ้นชื่อว่าหินที่สุดและทำให้นักเรียนสอบตกมากที่สุดในประวัติศาสตร์
"เรน... นายทำได้ยังไงกัน?" เคียร่า รองหัวหน้าห้องสาวสวยผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความทึ่งแกแกมฉุนเฉียวเล็กน้อย เธอมองแท่งคริสตัลในมือตนเองที่ร้าวเป็นทางยาว ขณะที่ของเรนกลับสะอาดเกลี้ยงเกลาไม่มีรอยขีดข่วน "พวกเราทำตามขั้นตอนในตำราหลวงทุกตัวอักษร แต่ทำไมมานาถึงเกิดการตีกลับจนควบคุมไม่ได้ทุกทีล่ะ?"
เรนกะพริบตาปริบๆ เขายกมือขึ้นเกาแก้มแก้เก้อ พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตา แต่ก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อสายตานับสียคู่กำลังจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว—สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเหล่าตัวประกอบที่กำลังจะเอาตัวไม่รอดจากการประเมินผลสัปดาห์หน้า
ให้ตายสิ... เขาแค่อยากแอบงีบหลับหลังห้องเงียบๆ ในฐานะตัวประกอบตกกระป๋องแท้ๆ ทำไมสรกรรมถึงชอบโยนภาระมาให้เขาแก้ปัญหาอยู่เรื่อยนะ
"อืม... จะพูดว่ายังไงดีล่ะคะ" เรนลากเสียงยาวในลำคอ พลางเดินเข้าไปใกล้แท่งคริสตัลวัดพลังที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เขายื่นมือออกไปสัมผัสพื้นผิวเย็นเฉียบนั้นเบาๆ "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกเธอร่ายคาถาผิดพลาดหรอกค่ะ แต่ปัญหาคือพวกเธอดันเชื่อฟัง 'คู่มือ' มากเกินไปต่างหาก"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
"หมายความว่ายังไง?" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังแทรกขึ้นมาจากมุมห้อง เซน ประธานสภานักเรียนรูปงามผู้มีเรือนผมสีเงินยวงและนัยน์ตาสีม่วงเข้ม ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลเสาหิน กลิ่นอายความกดดันอันทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันที เซนปรายตามองเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่เรนด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา—แววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและหวงแหนอย่างเงียบเชียบ "เธอกำลังจะบอกว่าตำราหลวงที่สืบทอดกันมาสามร้อยปี... มีข้อผิดพลาดอย่างนั้นเหรอ เรน?"
เรนสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันที่พุ่งตรงมาที่ตนเองโดยเฉพาะ รีบถอยหลังหนึ่งก้าวแต่ก็ถูกเซนก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้ตั้งตัว ฝ่ามืออุ่นจัดของประธานหนุ่มวางลงบนพนักพิงโต๊ะไม้ด้านหลังเรน ราวกับกรงขมขี่กลายๆ ที่ไมยอมให้เขาหลบหนีไปไหน
"เอ่อ ท่านประธานคะ รบกวนช่วยถอยห่างจากพื้นที่ส่วนตัวของฉันสักนิดจะดีไหมคะ..." เรนส่งยิ้มแห้งๆ ให้ พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบสายตาคมกริบที่มองมาอย่างมีความหมาย
"ตอบคำถามของฉันก่อนสิ เรน" เซนโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหู น้ำเสียงนั้นกระซิบกระซาบจนคนฟังรู้สึกขนลุกซู่ "ถ้าเธอพิสูจน์ให้เห็นไม่ได้ว่าทำไมทฤษฎีของเธอถึงดีกว่าตำราหลวง ฉันเกรงว่าเธออาจจะต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดทั้งหมดมารับการ 'ทัณฑ์บนพิเศษ' ในห้องสภานักเรียนตามลำพังกับฉันนะ"
*ไอ้คุณประธานโรคจิตนี่... หาเรื่องบังคับกันชัดๆ!* เรนกรีดร้องในใจ แต่ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มปั้นแต่งไว้อย่างยอดเยี่ยม
"ก็ได้ค่ะๆ ยอมแพ้แล้วค่ะ!" เรนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมจำนนต่อสายตาคุกคามนั้น เขาหยิบชิ้นส่วนชอล์กเวทมนตร์ขึ้นมาขีดเขียนลงบนกระดานดำเบื้อง L-3 อย่างคล่องแคล่ว ลายเส้นที่ซับซ้อนแต่เป็นระเบียบถูกวาดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที "พวกเธอดูสมการนี้นะคะ... ตำราหลวงบอกให้เราควบแน่นมานาจากจุดศูนย์กลางแล้วปล่อยออกไปเป็นเส้นตรงใช่ไหมคะ? แต่นั่นมันใช้ได้เฉพาะกับคนที่มีปริมาณมานาเกินมาตรฐานแบบท่านประธานเท่านั้นแหละค่ะ"
เรนหันกลับมามองเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังตั้งใจฟังตาแป๋ว
"สำหรับพวกเราที่มีมานาอยู่ในระดับ 'คนธรรมดา' การทำแบบนั้นจะทำให้เกิดแรงเสียดทานในวงจรเวท วิธีแก้ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ... แค่เพิ่มจังหวะ 'หน่วงเวลา' (Delay) เข้าไปในเสี้ยววินาทีที่สามของการร่าย เหมือนกับการผ่อนคันเร่งก่อนเข้าโค้ง แทนที่จะเหยียบเบรกจนมิดชิดจนเครื่องพัง"
เรนดีดนิ้วเป๊าะ!
วงเวทสีฟ้าครามที่เคยปั่นป่วนเมื่อครู่กลับสงบนิ่งลงทันที ละอองมานารวมตัวกันเป็นรูปดอกไม้ไฟสีทองอร่าม ลอยละล่องกลางอากาศอย่างสวยงามโดยไม่มีแรงสะท้อนแม้แต่น้อย ทุกคนในห้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน ไม่เว้นแม้แต่เซนที่หรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
"สุดยอด... ร่ายเวทแบบไร้แรงเสียดทานโดยไม่ต้องพึ่งวงเวทเสริมเนี่ยนะ?" เคียร่าพึมพำออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เรนยิ้มรับบางๆ กำลังจะเอ่ยปากอธิบายเพิ่มเติมเพื่อปัดงานให้จบๆ ไป แต่จู่ๆ อากาศรอบตัวก็บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง แสงไฟในห้องเรียนเวทมนตร์กะพริบถี่รัวจนดับวับลงในพริบตา เสียงเตือนภัยสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งผนังอาคาร พร้อมกับเสียงระบบแจ้งเตือนปริศนาที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเรนคนเดียว—
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการแทรกแซงโค้ดมานาภาระระดับ SSS ในรัศมี 50 เมตร]*
*[คำเตือน: วงจรเวทต้องห้ามใต้ดินถูกปลุกโดยบุคคลที่ไม่ทราบฝ่าย]*
*[ภาระกิจฉุกเฉิน: หลบหนีหรือเผชิญหน้ากับ "ผู้มาเยือน" จากหอคอยรกร้าง]*
ประตูกระจกบานใหญ่ของห้องเรียนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำทึบที่แผ่พุ่งเข้ามา เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเทาเข้มก้าวทะลุผ่านความมืดเข้ามาอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"เจอตัวแล้ว... เจ้าหนูผู้รู้แจ้งความลับของสถาบัน"
ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่เรนราวกับเหยื่ออันโอชะ และก่อนที่เซนจะทันได้ขยับตัวเข้ามาปกป้อง เรนก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าใบหน้าใต้ฮู้ดสีเทานั้น... คือใบหน้าของคนคุ้นเคยที่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
แอสทริดธาตุมนต์ขอฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ!
ขอเป็นแค่ตัวประกอบที่สอบตก แต่ดันเผลอทำแต้มบุญล้นสถาบันมหาเวท•ตอนที่ 16
ทฤษฎีเวทมนตร์ที่ผมไม่ได้เรียนแต่ดันรู้บั๊ก
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอเป็นแค่ตัวประกอบที่สอบตก แต่ดันเผลอทำแต้มบุญล้นสถาบันมหาเวท นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!