รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 9

ความเย็นชาของเพ็ญแข

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เศษผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้มเปรอะคราบเขม่าที่วางกระแทกลงบนโต๊ะไม้สักทองตัวใหญ่ ไม่ได้ทำให้หัวคิ้วที่กันไว้อย่างประณีตของคุณหญิงเพ็ญแขกระตุกแม้แต่น้อย "เธอคิดว่ากระดาษเก่าๆ แผ่นเดียวที่ขโมยมาจากซอกกรอบรูป จะเปลี่ยนสถานะเด็กในอุปการะให้กลายเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ได้งั้นหรือ... รินรดา" น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เยือกเย็น ราวกับผิวน้ำในบึงลึกกลางฤดูหนาวที่มองไม่เห็นแม้แต่ระลอกคลื่น คุณหญิงเพ็ญแขไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากถ้วยชาโบนไชน่าในมือ ปลายนิ้วเหี่ยวย่นทว่าประดับด้วยแหวนไพลินล้อมเพชรเม็ดเขื่องยังคงจับหูถ้วยอย่างมั่นคง ไอความร้อนจางๆ ลอยกรุ่นตัดกับบรรยากาศในห้องทำงานที่เย็นเฉียบจนแทบเสียดกระดูก รินรดายืนตัวตรง สองมือที่ทอดอยู่ข้างลำตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือ ความเจ็บแปลบนั้นเป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งสติไม่ให้เธอพังทลายลงไปต่อหน้าผู้หญิงตรงหน้า ดวงตาสีเข้มของหญิงสาวจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษสีเหลืองกรอบที่วางทับอยู่บนเศษผ้ากำมะหยี่สีแดง—สิ่งตกค้างจากอดีตที่เธอเพิ่งขุดค้นพบจากช่องลับหลังภาพวาดสีน้ำมันเมื่อคืนวาน "มันไม่ใช่แค่กระดาษเก่าค่ะคุณหญิง" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ทุกพยางค์สั่นระริกด้วยแรงโทสะที่พยายามสะกดกลั้น "แต่มันคือพินัยกรรมและสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ ที่มีลายเซ็นของพ่อดิฉันลงวันที่สามวัน... หลังวันที่คุณหญิงแจ้งตำรวจว่าท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต" ความเงียบทิ้งตัวลงมาในห้องทำงานอันโอ่อ่าทันที มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งดั่งตะกั่วหลอม ละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในลำแสงสลัวจากโคมไฟระย้าโบราณดูราวกับหยุดนิ่ง นาฬิกาตั้งพื้นเรือนใหญ่ส่งเสียงเคาะจังหวะ *ติ๊ก... ต็อก...* ดังก้องราวกับกำลังนับถอยหลังสู่การพังทลายของคฤหาสน์เก่าแก่หลังนี้ คุณหญิงเพ็ญแขค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนจานรอง เสียงกระเบื้องกระทบกันเบาๆ ดังกังวานผิดปกติในความเงียบงัน ดวงตาคู่คมดุที่ผ่านโลกมาเกือบเจ็ดทศวรรษเลื่อนขึ้นสบตากับรินรดาตรงๆ ไม่มีแววตระหนก ไม่มีความประหลาดใจ มีเพียงความสมเพชเวทนาที่ฉายชัดจนน่ารังเกียจ "แล้วเธอคิดว่าคนนอกอย่างเธอ ตำรวจชั้นผู้น้อย หรือแม้แต่ศาลหน้าไหน จะเชื่อเศษกระดาษเปื่อยๆ แผ่นนี้มากกว่าเอกสารทางราชการที่ตราประทับถูกต้องงั้นหรือ?" หญิงชราเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงเนิบนาบแต่เชือดเฉือนลึกถึงขั้วหัวใจ "ยี่สิบปีที่ฉันชุบเลี้ยงเธอมา ให้ข้าว ให้น้ำ ให้การศึกษา ส่งเสียให้ไปเรียนวิชาซ่อมแซมภาพวาดบ้าบอนั่น... ฉันคิดว่าเธอจะฉลาดและรู้จักบุญคุณคนมากกว่านี้เสียอีก รินรดา" "บุญคุณงั้นหรือคะ!" รินรดาตวาดกร้าว ความอดทนที่สะสมมาเนิ่นนานขาดผึงลงในวินาทีนั้น "คุณหญิงขังดิฉันไว้ในกรงทอง เลี้ยงดูดิฉันด้วยเศษเงินที่ปล้นไปจากพ่อแม่ของดิฉัน แล้วยังมีหน้ามาทวงบุญคุณอีกหรือคะ! คืนนั้น... คืนที่ไฟไหม้ห้องทำงานของพ่อ คืนที่รถของแม่ตกเหว คุณหญิงไม่ได้แค่ยืนดูเฉยๆ ใช่ไหม... คุณหญิงทำอะไรกับพวกท่าน!" ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่แตกกระจายเหมือนเศษกระจกเริ่มย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ กลิ่นควันไฟ กลิ่นน้ำมันก๊าดที่คละคลุ้ง และเศษผ้ากำมะหยี่สีแดงผืนนี้ที่เคยห่อหุ้มกล่องดนตรีของแม่ บัดนี้มันกลายมาเป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงความมืดมิดของตระกูลนี้ ทว่า คุณหญิงเพ็ญแขกลับเพียงแค่หัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเยือกเย็นจนรินรดาขนลุกซู่ "โลกของความจริงมันไม่เคยมีพื้นที่ให้ความไร้เดียงสาหรอกนะ สาวน้อย" คุณหญิงเอ่ยพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ "พ่อของเธอ... ชายผู้แสนดีที่เธอเทิดทูนนักหนา แท้จริงแล้วเป็นคนขี้ขลาดและสร้างหนี้สินไว้ท่วมหัว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันยอมเปื้อนมือเข้ามาจัดการ ซากปรักหักพังของครอบครัวเธอคงถูกเจ้าหนี้รุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้เธอได้กราบไหว้ด้วยซ้ำ" "โกหก!" "ความจริงมักจะฟังดูเหมือนคำโกหกเสมอสำหรับคนที่ไม่อยากยอมรับมัน" คุณหญิงเพ็ญแขปรายสายตาคมกริบเลยร่างของรินรดาไปทางด้านหลัง "และถ้าเธอคิดว่าเธอต่อสู้ตามลำพังด้วยสติปัญญาของตัวเองเพื่อหาความจริงพวกนี้มาได้... เธอก็คงโง่เขลาเกินกว่าที่ฉันประเมินไว้มากทีเดียว" รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความเย็นวาบแล่นพล่านจากแผ่นหลังขึ้นสู่ท้ายทอย เธอค่อยๆ หันกลับไปมองตามสายตาของคุณหญิงเพ็ญแข ที่มุมมืดตรงกรอบประตูไม้สัก ร่างสูงโปร่งของธันวายืนพิงกรอบประตูอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครล่วงรู้ เงาของเขาทอดยาวเข้ามาในห้อง เสื้อเชิ้ตสีเข้มขับเน้นให้ใบหน้าคมคายดูเย็นชาจนน่าใจหาย แววตาของเขาที่เคยทอประกายอบอุ่นยามที่ก้มลงช่วยเธอคัดลอกและซ่อมแซมรอยแตกบนผืนผ้าใบ บัดนี้กลับราบเรียบ ว่างเปล่า และมืดมิดดั่งหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง "ธันวา..." รินรดาเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่แทบจะเป็นเสียงกระซิบ หัวใจดิ่งวูบลงสู่ความเคว้งคว้าง "คุณ... คุณขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่" ชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ดังเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง ไม่มีท่าทีลังเล ไม่มีสายตาที่มองมาด้วยความเป็นห่วงเหมือนทุกครั้งที่เธอเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด "ผมบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือครับ คุณหญิง..." ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างประหลาด "ว่ารินรดาเป็นคนละเอียดอ่อน เธอจะสังเกตเห็นความผิดปกติของรอยเย็บผ้ากำมะหยี่ชั้นในของกรอบรูปได้ในที่สุด" รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด ลำคอตีบตันจนพูดไม่ออก คำพูดของธันวา ประโยคที่เขาใช้สรรพนามเรียกคุณหญิงเพ็ญแข แววตาที่เขามองตรงไปยังหญิงชรา... ทุกอย่างไม่ได้บ่งบอกถึงการเป็น 'ผู้ช่วย' ของเธออีกต่อไป "ธันวา... นี่มันหมายความว่ายังไง?" น้ำตาแห่งความสับสนและหวาดระแวงเริ่มรื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาของรินรดา "คุณเป็นคนชี้จุดให้ฉันดูรอยปริบนกรอบรูปนั้น... คุณเป็นคนบอกให้ฉันดึงผ้ากำมะหยี่สีแดงนั่นออกมา..." ธันวาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน ระหว่างเธอกับคุณหญิงเพ็ญแข เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองรินรดาที่กำลังยืนสั่นสะท้าน มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวยาว ก่อนจะหยิบบางสิ่งออกมาวางลงบนโต๊ะข้างเศษผ้ากำมะหยี่ผืนนั้น มันคือตรายางโบราณด้ามไม้ฝังมุก ซึ่งสลักเป็นรูปนกฟีนิกซ์สยายปีก—ตรายางประจำตัวชิ้นเดียวในโลกที่พ่อของรินรดาใช้ประทับตราบนเอกสารสำคัญทุกฉบับ และมันได้หายสาบสูญไปพร้อมกับอุบัติเหตุในคืนนั้น "ของชิ้นสุดท้ายที่คุณหญิงสั่งให้ผมตามหา... ผมนำมาคืนให้ครบแล้วครับ" ความจริงอันวิปริตฟาดเปรี้ยงลงกลางใจของรินรดาจนแทบสิ้นสติ วินาทีนั้นเอง คุณหญิงเพ็ญแขก็คลี่รอยยิ้มเย็นเยียบที่ชวนให้ขนหัวลุกออกมา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ฉีกกระชากโลกทั้งใบของเธอให้แหลกสลายไม่มีชิ้นดี "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... อัครวัฒน์ หลานชายคนโตของฉัน" --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและติดตามรอยร้าวในอดีตไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%