รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 8

ความลวงที่ถูกถักทอ

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“คุณแน่ใจหรือคะ ว่าสิ่งที่เห็นในแผนผังนี้... คือความจริง ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาที่ใครบางคนวาดขึ้นเพื่อปั่นหัวเรา” รินรดาเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสนิท ทว่าในแววตาที่จ้องมองแผนผังกระดาษไขเก่าคร่ำคร่าในมือ กลับสั่นไหวด้วยเปลวไฟแห่งความหวาดระแวง เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองธันวาที่ยืนพิงขอบประตูห้องทำงานของพ่ออยู่ เขาดูเหมือนรูปปั้นที่ถูกแกะสลักขึ้นมาเพื่อคอยสังเกตการณ์ มากกว่าจะเป็นพันธมิตรที่เธอพึ่งพาได้ ธันวาขยับยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนถูกมดนับพันไต่ไปตามสันหลัง เขาขยับกายเข้ามาใกล้จนกลิ่นไม้สนจางๆ จากเสื้อสูทของเขาอบอวลไปทั่วบริเวณ “ความจริงเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าคำโกหกเสมอครับ... เอ้อ หมายถึง คุณรินนั่นแหละที่ต้องถามตัวเองว่า กล้าพอจะเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ผืนดินที่เหยียบอยู่นี่ไหม” เขาหยุดเว้นจังหวะ สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องที่รอยจุดสีแดงสามจุดบนแผนผัง ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งที่ฝังลึกลงไปภายใต้คฤหาสน์ของตระกูลอัครเดโช “ศพของแม่คุณเป็นเพียงแค่จิ๊กซอว์ชิ้นแรก ส่วนชิ้นที่เหลือ... พวกเขายังคงฝังมันไว้อย่างมิดชิดในบ้านหลังนี้” รินรดากำกระดาษในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เธอไม่ได้ตอบโต้ แต่ในใจกลับตระหนักถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ตั้งแต่เธอก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้ ทุกคนรอบตัวเธอล้วนสวมหน้ากาก คุณหญิงเพ็ญแขที่ดูสุขุมสง่างามเหมือนรูปปั้นประดับบ้าน หรือแม้แต่ป้าแม่บ้านที่คอยเสิร์ฟน้ำชาด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ ทุกคนดูเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง... รอให้เธอเดินลงไปในหลุมพรางที่ขุดไว้ “ทำไมคุณถึงช่วยฉัน” เธอสวนกลับทันควัน สายตาจ้องเขม็งไปที่เขา “คนอย่างคุณไม่มีทางทำอะไรโดยไม่มีผลตอบแทน คุณต้องการอะไรจากตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วอย่างฉัน” ธันวาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว รินรดาได้กลิ่นไอความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่ความร้อนแรงของอารมณ์ แต่เป็นความเยือกเย็นของผู้ที่มองโลกผ่านเลนส์ของคนบาป “ผมต้องการแค่ความยุติธรรมให้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม... และบางที ผมอาจจะแค่เบื่อที่ต้องเห็นคนตระกูลนี้ใช้ชีวิตอยู่บนกองซากศพของคนอื่นอย่างเป็นสุข” เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก รินรดาชะงัก เธอรีบพับแผนผังเก็บไว้ใต้กองกระดาษร่างภาพวาดบนโต๊ะทันที ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา แต่ทว่าทรงพลัง คุณหญิงเพ็ญแขก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง รัศมีของอำนาจที่แผ่ออกมาทำให้ห้องที่กว้างขวางดูเล็กลงถนัดตา “คุยอะไรกันอยู่หรือคะ? ดูท่าทางเคร่งเครียดเชียว” คุณหญิงเพ็ญแขเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความนัย สายตาของท่านกวาดมองไปทั่วห้องราวกับกำลังตรวจสอบหาเศษเสี้ยวของความพิรุธ “เรื่องภาพวาดชุดใหม่ที่จะนำมาซ่อมแซมครับ คุณหญิง” ธันวาตอบกลับอย่างรวดเร็ว กิริยาท่าทางนอบน้อมจนน่าขนลุก “คุณรินรดาเธอกำลังกังวลเรื่องสีที่จะใช้ เพื่อให้คงความคลาสสิกของภาพวาดตระกูลอัครเดโชไว้ให้ได้มากที่สุด” คุณหญิงเพ็ญแขขยับยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “ความคลาสสิกที่ว่า... บางครั้งก็ต้องยอมแลกด้วยการลงมือทำลายสิ่งที่เสื่อมสภาพทิ้งไปนะคะรินรดา อย่าได้พยายามขุดคุ้ยหาความจริงจากภาพวาดที่สีมันลอกล่อนไปตามกาลเวลาเลย มันอาจจะไม่สวยงามอย่างที่คุณคิด” ประโยคนั้นไม่ใช่คำเตือน แต่มันคือคำขู่ที่กรีดลึกลงไปในใจ รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความโกรธแค้นที่ถูกสั่งสมมาตลอดหลายปี แต่เธอก็เลือกที่จะแสดงออกเพียงแค่การก้มหน้าหลบสายตา “รินเข้าใจค่ะ คุณหญิง” เธอตอบสั้นๆ เสียงสั่นเล็กน้อย หลังจากคุณหญิงเพ็ญแขเดินออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่อบอวลชวนให้เวียนหัว รินรดารู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลง เธอหันไปมองธันวา แต่เขากลับไม่ได้สนใจเธอนัก เขาเดินไปที่บานหน้าต่าง มองออกไปที่สวนด้านหลังที่มืดมิด “เธอรู้” ธันวาพึมพำ “คุณหญิงรู้ว่าคุณกำลังทำอะไร และเธอไม่ได้ปล่อยให้คุณมีชีวิตรอดไปจนจบการซ่อมภาพวาดหรอก” “คุณหมายความว่ายังไง” ธันวาหันกลับมา ในมือของเขาถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่เขาแอบไปค้นมาจากลิ้นชักลับที่คุณหญิงเพ็ญแขเพิ่งจะเดินจากมา เขาเปิดมันออก เผยให้เห็นรายชื่อตัวเลขและชื่อบุคคลที่รินรดาคุ้นตาอย่างประหลาด มันไม่ใช่รายชื่อพนักงาน แต่มันคือรายชื่อของผู้สูญหายในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นชื่อสุดท้ายที่ปรากฏในหน้ากระดาษนั้น ลายมือที่ดูคุ้นตาจนน่าใจหาย ปลายปากกาสั่นระริกขณะที่เธอยื่นมือไปรับสมุดเล่มนั้นมา “นี่มัน... นี่มันลายมือของแม่ฉัน” เธออุทาน เสียงสั่นเครือ “แม่ฉันเขียนชื่อคนเหล่านี้ไว้ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต... นี่มันหมายความว่ายังไงกัน” ธันวาเดินเข้ามาใกล้ ปลดล็อกเงื่อนงำสุดท้ายที่เขาสวมหน้ากากปกปิดมาตลอด เขาชี้ไปที่บรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษ ลายมือนั้นเขียนด้วยความรีบเร่งและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด *‘ถ้าฉันไม่อยู่แล้ว... จงหนีไป อย่าเชื่อใจใครในบ้านหลังนี้ แม้แต่คนที่มีนามสกุลเดียวกับฉัน’* รินรดาตัวชาไปทั่วร่าง ความจริงที่เธอพยายามตามหามาตลอดชีวิต กลับกลายเป็นยาพิษที่กำลังกัดกินเธอจากภายใน เธอเงยหน้าขึ้นมองธันวาด้วยความสับสน ทว่าในจังหวะนั้นเอง เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ข้อมือของเขา ขณะที่เขาเอื้อมมือมาหยิบสมุดกลับไป—รอยสักรูปตราประทับของตระกูลอัครเดโชที่ถูกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อยาว ธันวาไม่ใช่ผู้ช่วยซ่อมภาพวาด แต่เขาคือส่วนหนึ่งของตระกูลที่เธอพยายามโค่นล้ม และเขากำลังมองเธอด้วยสายตาของผู้ล่าที่เริ่มสนุกกับเกมนี้แล้ว “ยินดีด้วยนะครับ คุณรินรดา... ตอนนี้คุณรู้ความลับของคนทั้งบ้านแล้ว แต่คำถามคือ คุณจะรอดออกไปจากห้องนี้ก่อนที่ประตูล็อกอัตโนมัติจะทำงานได้อย่างไร?” เสียงกลไกเหล็กดัง ‘กริ๊ก’ ดังก้องไปทั่วห้องหอศิลป์ที่มืดสลัว พร้อมกับแสงไฟในห้องที่ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่โอบล้อมพวกเขาไว้ รินรดารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รดต้นคอจากทางด้านหลัง และเสียงกระซิบที่เย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก “อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากเห็นศพที่สี่ของคืนนี้เป็นศพของคุณเอง” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเดินทางผ่านรอยร้าวแห่งความลับนี้ไปกับรินรดานะคะ กำมะหยี่สีแดง
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%