รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 7

หลักฐานชิ้นแรก

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
เสียงโลหะกระทบกันดังแกรกกรากที่หน้าประตูดังบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของรินรดา หัวใจของเธอกระตุกวูบราวกับถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น เธอไม่รอให้ใครหน้าไหนบุกเข้ามาประชิดตัว มือบางสั่นระริกคว้าซองจดหมายสีเหลืองกรอบที่พบในช่องลับใต้ฐานกรอบรูปเก่าขึ้นมาซุกไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะพุ่งตัวไปยังหน้าต่างบานเกล็ดที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย “รินรดา ฉันรู้ว่าเธออยู่ในนั้น... เปิดประตูเดี๋ยวนี้ อย่าให้ฉันต้องใช้วิธีที่มันรุนแรงกว่านี้เลย” เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความกดดันของธันวาดังลอดผ่านรอยแยกประตูเข้ามา แต่น้ำเสียงนั้นกลับมีจังหวะของการลังเลที่รินรดาจับสังเกตได้ เธอไม่ได้รอฟังคำบัญชาจากใคร เธอปีนออกไปบนระเบียงแคบๆ ท่ามกลางความมืดมิดของคฤหาสน์เก่าที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในยามวิกาล ทันทีที่เสียงบานประตูไม้โอ๊กหนักๆ ถูกผลักเข้ามาด้วยแรงมหาศาล รินรดาแทรกตัวหายไปในความมืดของโถงทางเดินชั้นสอง ความมืดไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัวเท่ากับ 'ความจริง' ที่เธอกำลังกอดไว้แนบอก กระดาษแผ่นนั้นราวกับมีน้ำหนักมหาศาลที่ฉุดรั้งให้เธอแทบหยุดหายใจ เธอวิ่งลัดเลาะไปตามระเบียงที่ไร้แสงไฟ สูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บหน้าอก ก่อนจะทรุดตัวลงหลบหลังตู้โชว์ใบใหญ่ในห้องสมุดร้าง กลิ่นฝุ่นและกลิ่นกระดาษเก่าลอยอบอวลไปทั่ว เธอค่อยๆ คลี่จดหมายฉบับนั้นออก ภายใต้แสงสลัวจากจันทร์เสี้ยวที่ส่องลอดผ่านม่าน ลายมือที่คุ้นตาของแม่—ลายมือที่สวยงามอ่อนช้อยแต่มั่นคง *'หากลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้... รินรดา แม่ไม่ได้ประสบอุบัติเหตุอย่างที่คนพวกนั้นพยายามป่าวประกาศ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในคืนนั้นมันมีเบื้องหลังที่สกปรกเกินกว่าจะจินตนาการได้ และรินรดา... คนที่ลูกไว้ใจที่สุด อาจเป็นคนที่ถือมีดจ่อคอหอยเราอยู่ตลอดเวลา'* ถ้อยคำเหล่านั้นกรีดลึกไปถึงขั้วหัวใจ รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ความแค้นและคำถามนับพันหมุนวนอยู่ในหัว ราวกับพายุที่พร้อมจะพัดพาความเงียบงันที่เธอเคยยึดถือพังทลายลงมา “เจอตัวแล้ว” เสียงกระซิบข้างใบหูทำให้รินรดาสะดุ้งสุดตัว เธอหันไปมองในเงามืด เห็นร่างสูงใหญ่ของธันวายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยเงา แต่แววตาที่มองมานั้นไม่ได้มีแต่ความโกรธเกรี้ยว... มันมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ “เอามาให้ฉัน” ธันวาพูด เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย “รินรดา เธอยังไม่พร้อมจะรับรู้สิ่งที่อยู่ในนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของอดีต แต่มันคือคำพิพากษาประหารชีวิตถ้าเธอยังดื้อรั้นจะขุดมันขึ้นมา” “ทำไม...” เสียงของรินรดาแหบพร่า “ทำไมคุณถึงพยายามหยุดฉันนัก หรือเพราะคุณเองก็เป็นหนึ่งใน 'คนพวกนั้น' ที่แม่เขียนถึง... ธันวา บอกฉันมา! คุณเข้ามาในชีวิตฉันด้วยเหตุผลอะไรกันแน่!” ธันวาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเอื้อมมือมาหมายจะแย่งจดหมายในมือของเธอ รินรดาหลบหลีกด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะถอยกรูดไปติดกำแพงห้องสมุด “ถ้าฉันไม่รู้ความจริงวันนี้ ฉันจะอยู่อย่างคนตายทั้งเป็นไปตลอดชีวิต!” รินรดาตะโกนลั่น “คุณหญิงเพ็ญแขทำอะไรกับแม่ฉัน และคุณ... คุณเป็นใครกันแน่!” ธันวาหยุดชะงัก แววตาของเขาเปลี่ยนไปชั่วขณะ—มันคือความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของความเย็นชา เขาค่อยๆ ยื่นมือออกมาแตะที่บ่าของเธอ น้ำหนักมือนั้นแผ่วเบาแต่เปี่ยมไปด้วยความหมายที่เธอไม่อาจเข้าใจ “คุณหญิงไม่ได้แค่ฆ่าแม่เธอรินรดา...” ธันวากระซิบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับคนที่เพิ่งตัดสินใจโยนหน้ากากทิ้ง “เธอฆ่าทุกคนที่ขวางทางเดินสู่อำนาจของเธอ แม้แต่คนที่เธอเคยเรียกว่าเป็น 'ลูกชายของตัวเอง' ” รินรดาเบิกตากว้าง จดหมายในมือสั่นสะท้าน เธอเงยหน้ามองคนตรงหน้า ความเงียบเข้าปกคลุมห้องสมุดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ ความน่าจะเป็นที่น่ากลัวที่สุดกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเธอ ทันใดนั้น เสียงรองเท้าส้นสูงดังสะท้อนมาตามโถงทางเดิน... ก๊อก... ก๊อก... จังหวะการก้าวนั้นช้าแต่หนักแน่นราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความตาย ทั้งรินรดาและธันวาต่างแข็งค้าง ประตูห้องสมุดถูกผลักออกช้าๆ ร่างเงาของสตรีสูงวัยในชุดสีดำสนิทก้าวเข้ามา แสงไฟจากโถงทางเดินสาดกระทบใบหน้าเย็นเยียบของคุณหญิงเพ็ญแข มุมปากของหญิงชราเหยียดเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ดูน่าสะพรึงกลัวกว่าความโกรธเกรี้ยวใดๆ “ดูเหมือนว่า...” คุณหญิงเพ็ญแขเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยคมมีด “หนูรินรดาจะพบของที่ไม่ควรพบเข้าแล้วสินะ น่าเสียดายจริงๆ ที่ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กๆ มักจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเสมอ” ธันวาขยับตัวมาขวางหน้าเธอไว้ตามสัญชาตญาณ แต่คุณหญิงเพ็ญแขกลับปรบมือเบาๆ สองสามครั้ง เงาของชายฉกรรจ์สองคนปรากฏขึ้นที่หน้าประตูขนาบข้างเธอ “ธันวา... เธอเองก็คงต้องเลือกว่าจะยอมตายไปพร้อมกับความลับนี้ หรือจะถอยออกมาแล้วปล่อยให้เด็กคนนี้รับผิดชอบในสิ่งที่เธอเลือกเอง” รินรดากำจดหมายในมือแน่นจนยับยู่ยี่ เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ตนไม่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าศัตรูธรรมดา แต่เธอกำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนที่พร้อมจะเผาทำลายทุกอย่างเพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตัวเอง คุณหญิงเพ็ญแขก้าวเข้ามาอีกก้าว รอยยิ้มนั้นเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่ไร้ความปราณี “เอาล่ะรินรดา ส่งจดหมายฉบับนั้นมาให้ฉัน แล้วฉันจะให้เวลาเธอสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย” รินรดาจ้องมองดวงตาที่ไร้ก้นบึ้งของหญิงชรา ก่อนจะเหลือบไปมองธันวาที่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่รินรดาตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เธอหันหลังกลับแล้วกระชากม่านหน้าต่างออก ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปสู่ความมืดมิดของระเบียงชั้นสองที่ด้านล่างคือสวนกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม “รินรดา! อย่า!” เสียงตะโกนของธันวาดังลั่น แต่ร่างของเธอก็หายลับไปในความมืดพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในสายลม รินรดารู้สึกถึงแรงกระแทกที่ข้อเท้าอย่างรุนแรงขณะลงถึงพื้นดิน แต่ความเจ็บปวดนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เธอเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีที่กำลังจะวิ่งหนีเข้าไปในป่าหลังคฤหาสน์ เพราะเมื่อเธอก้มมองดูจดหมายในมืออีกครั้ง แสงไฟจากชั้นสองที่ส่องลงมาทำให้เธอเห็นความจริงที่แฝงอยู่เบื้องหลังลายมือแม่—มันไม่ใช่แค่จดหมาย แต่มันคือแผนผังบางอย่างที่ถูกเขียนทับด้วยหมึกจางๆ... และแผนผังนั้น กำลังบอกว่า 'ที่นี่ไม่ได้มีแค่ศพของแม่เธอเพียงคนเดียว' ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวในอดีตครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%