“คุณกำลังมองหาอะไรอยู่หรือครับ รินรดา?”
เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังขึ้นจากเงามืดของมุมห้อง ทำเอาปลายพู่กันในมือรินรดาตวัดพลาดจนสีน้ำมันสีแดงสดเปรอะเปื้อนลงบนผืนผ้าใบที่กำลังซ่อมแซม หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เธอไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเลยสักนิด ราวกับว่าชายหนุ่มผู้นี้ถอดจิตมาปรากฏตัวอยู่ในห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยภาพวาดเก่าแก่ของตระกูล
รินรดาวางพู่กันลงอย่างช้าๆ พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองศึก “ฉันแค่รู้สึกว่า... ผนังตรงนี้มันดูไม่สมมาตรค่ะ ธันวา คุณสังเกตไหมว่าลายไม้ที่บัวผนังมันเหลื่อมกันอยู่หลายเซนติเมตร”
ธันวาก้าวออกมาจากเงามืด แสงไฟสลัวจากโคมระย้าด้านบนตกกระทบใบหน้าครึ่งซีกของเขา นัยน์ตาคู่คมจ้องมองรินรดา ราวกับจะอ่านลึกลงไปถึงปมในใจที่เธอพยายามซ่อนไว้ “ความผิดพลาดทางโครงสร้างเล็กน้อยในบ้านที่เก่าแก่ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ หรือคุณคิดว่ามันเป็นเรื่องจงใจ?”
“คนอย่างคุณหญิงเพ็ญแขไม่มีทางปล่อยให้สิ่งใดผิดพลาดในอาณาจักรของท่าน” รินรดากล่าวเสียงเรียบพลางขยับตัวไปใกล้กำแพงไม้โอ๊คแกะสลัก ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามเนื้อไม้ที่เย็นเยียบและหยาบกร้าน “ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน... อ่อนไหวจนถึงขั้นหมกมุ่น การที่บัวผนังไม่บรรจบกันพอดีแบบนี้ มันเหมือนการจงใจสร้างช่องว่างอะไรบางอย่างไว้มากกว่า”
“รินรดา” ธันวาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันแฝงไปด้วยความเตือนสติที่กดทับด้วยความกังวล “บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นก็เหมือนรอยร้าวบนกระจก ยิ่งเราพยายามกดมันให้ลึกเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ข้างหลัง ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นแค่เศษแก้วที่บาดมือเราจนเลือดไหลไม่หยุด”
หญิงสาวไม่ตอบ แต่หันไปหยิบไขควงจากกล่องอุปกรณ์ เธอไม่ได้สนใจคำเตือนนั้นแม้แต่น้อย รินรดาสอดปลายไขควงเข้าไปในร่องรอยต่อของไม้ ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัดเมื่อได้ยินเสียง ‘แกร๊ก’ เบาๆ ของกลไกบางอย่างที่ถูกกระตุ้น
“ถ้าเลือดจะไหล เพื่อแลกกับความจริงที่ถูกฝังไว้สิบกว่าปี... ฉันก็เต็มใจค่ะ” รินรดาพึมพำ
เธอออกแรงงัดเบาๆ บานไม้ที่ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงธรรมดาค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากกัน เสียงเสียดสีของเนื้อไม้ที่ถูกเปิดออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีดังบาดหูเหมือนเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกจองจำ ธันวาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ท่าทางของเขาดูราวกับคนที่รู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรกำลังจะเปิดเผยออกมา
หลังบานไม้ที่เปิดออก ไม่ใช่ผนังปูนทึบอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นช่องว่างแคบๆ ลึกเข้าไปในตัวอาคาร ภายในนั้นมีกล่องเหล็กใบเล็กวางอยู่บนหิ้งไม้อันผุพัง พร้อมกับสมุดบันทึกที่หน้าปกหนังแท้เริ่มหลุดลุ่ย รินรดาสูดลมหายใจลึก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นจางๆ ของน้ำมันสนโชยออกมา มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่เธอยังจำได้ติดจมูกจากคืนวันที่พ่อและแม่ของเธอจากไป
มือของเธอสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะกล่องเหล็กใบนั้น ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสถึงความเย็นของโลหะ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก เป็นจังหวะการเดินที่บ่งบอกถึงอำนาจและความเย่อหยิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป
*ตึก... ตึก... ตึก...*
รินรดาชะงัก เธอรีบดันบานไม้กลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว เสียงสลักล็อกดังขึ้นพอดีกับที่ประตูห้องโถงใหญ่ถูกเปิดออกอย่างแรง
คุณหญิงเพ็ญแขก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดผ้าไหมสีเข้ม ใบหน้าเรียบเฉยนั้นดูราวกับรูปปั้นที่ไร้ความรู้สึก ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวของท่านกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่รินรดาและธันวา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของท่านไม่ได้ทำให้บรรยากาศอุ่นขึ้นเลย กลับกันมันดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
“ทำงานกันดึกดื่นขยันขันแข็งดีนี่” คุณหญิงเพ็ญแขเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “แต่ดูเหมือนห้องนี้จะมีกลิ่นแปลกๆ นะคะ รินรดา... กลิ่นเหมือนอะไรบางอย่างที่กำลังเน่าเปื่อยภายใต้หน้ากากของความสะอาด”
รินรดายืนตัวตรง มือที่ถือไขควงซ่อนไว้ด้านหลัง “เป็นกลิ่นสีน้ำมันน่ะค่ะคุณหญิง พอดีดิฉันพบว่าภาพวาดบางรูปเริ่มมีราขึ้น เลยกำลังหาจุดที่ความชื้นสะสมอยู่”
คุณหญิงเพ็ญแขก้าวเข้ามาใกล้ ช้าๆ... ทุกก้าวของท่านทำให้รินรดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด ท่านหยุดลงตรงหน้ากำแพงจุดที่รินรดาเพิ่งปิดบานไม้ไปเมื่อครู่ ปลายนิ้วที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตไล้ไปตามเนื้อไม้ตรงรอยต่อนั้นเบาๆ ราวกับจะตรวจสอบความเรียบร้อย
“งั้นหรือคะ?” คุณหญิงเพ็ญแขหันมาสบตารินรดา สายตาคู่นั้นกวาดมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวเพื่อหาพิรุธ ก่อนที่ท่านจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ดีค่ะ... คนทำงานศิลปะต้องช่างสังเกต แต่ระวังหน่อยนะคะรินรดา อย่าสังเกตอะไรที่มันไม่ควรเห็น เพราะรอยร้าวในกำแพงน่ะ... บางครั้งมันก็มีไว้เพื่อเตือนว่า คนที่พยายามจะพังกำแพงเข้ามา มักจะถูกเศษอิฐเศษปูนฝังร่างตายอยู่ตรงนั้นนั่นเอง”
ท่านหันหลังเดินกลับออกไป แต่ก่อนจะพ้นประตู ท่านก็หยุดชะงักแล้วกล่าวทิ้งท้ายโดยไม่หันมามอง “อ้อ... อีกอย่าง คืนนี้เก็บของแล้วกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ เพราะถ้ามีใครตายในบ้านหลังนี้อีกคน... ฉันเกรงว่าคราวนี้คงไม่มีใครช่วยซ่อมแซมร่องรอยให้คุณได้ทัน”
ประตูบานใหญ่ปิดลงทิ้งให้รินรดาและธันวาอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด ธันวาก้าวเข้ามาใกล้รินรดาจนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร รินรดาก็หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากระโปรง—มันไม่ใช่ไขควง แต่เป็นสมุดบันทึกที่เธอแอบฉกฉวยมาจากช่องลับนั้นเพียงเสี้ยววินาที
เมื่อเธอเปิดหน้าแรกของสมุดออก ทั้งคู่ก็ต้องหยุดหายใจกับสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ภาพถ่ายใบหนึ่งร่วงหล่นลงมาบนพื้น มันเป็นรูปของพ่อและแม่ของเธอที่ยืนอยู่หน้าบ้านหลังนี้... แต่ในรูปนั้นยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ยืนเคียงข้างพ่อของเธอ และชายคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือธันวาในสภาพที่ยังดูหนุ่มแน่น โดยที่ใบหน้าของเขาในรูปภาพถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงสดจนขาดวิ่น
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะ... ธันวา?” รินรดาถามเสียงสั่น ขณะที่ธันวาจ้องมองภาพนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความลึกลับเป็นความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึง
ในขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าที่เดิมทีถอยห่างไปแล้ว กลับดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง... พร้อมกับเสียงไขกุญแจห้องที่ถูกล็อกตายจากด้านนอก!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวที่กำลังจะแตกสลายในตอนนี้นะคะ กำมะหยี่สีแดงค่ะ
รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 6
รอยร้าวในกำแพง
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!