“อย่าเพิ่งขยับมือ... รินดา ดูตรงนั้นสิ”
เสียงทุ้มต่ำของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานส่วนตัวของคฤหาสน์อัครวัฒน์ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาขยับเข้าใกล้แผ่นผ้าใบที่กำลังถูกขูดลอกด้วยความระมัดระวัง รินรดาชะงักลมหายใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นร่องรอยของสีน้ำมันสีหม่นที่ค่อยๆ เปิดเปลือยสิ่งที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับทศวรรษ
กลิ่นฉุนของน้ำยาละลายสีอบอวลไปทั่วห้อง แต่สำหรับรินรดา มันกลับหอมหวานพอๆ กับความหวังที่กำลังจะกลายเป็นความจริง ภาพวาดหญิงสาวสวมชุดสีขาวที่ดูธรรมดาในตอนแรก บัดนี้กลับเผยให้เห็นลายเส้นที่ผิดแผกจากความเป็นจริงตรงมุมล่างซ้าย... รอยฝีแปรงที่จงใจลากทับดวงตาของใครบางคนในภาพ
“ทำไมต้องทับ... ทำไมต้องทำให้เธอตาบอด” รินรดาพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
“ไม่ใช่แค่ทำให้ตาบอดหรอกรินดา” ธันวาขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นจนรินรดาสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา “เขากำลังปิดบังตัวตนที่แท้จริงของคนในภาพ ถ้าคุณดูดีๆ ตรงช่วงลำคอ... นั่นมันไม่ใช่รอยเปื้อนสี แต่มันคือสัญลักษณ์ของตระกูลที่สาบสูญไปแล้ว”
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองผ่านแว่นขยายที่ถืออยู่ มือที่กุมอุปกรณ์สั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยเลือนรางกลับตีรวนขึ้นมาเหมือนฟองอากาศที่แตกตัวจากก้นบึ้งของมหาสมุทร ภาพเหตุการณ์คืนที่พ่อแม่จากไป ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างที่คุณหญิงเพ็ญแขพร่ำบอก แต่มันอาจเป็น 'ภาพซ้อน' ที่ถูกวาดทับด้วยคำโกหกเช่นเดียวกัน
“คุณหญิงเพ็ญแขเรียกคุณว่าหลานชายคนโต... ธันวา คุณเป็นใครกันแน่” รินรดาหันไปจ้องหน้าชายหนุ่ม แววตาของเธอมีทั้งความหวาดระแวงและความต้องการคำตอบ
ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาวางอุปกรณ์ในมือลงเบาๆ ก่อนจะสบตาเธอด้วยนัยน์ตาที่ยากจะคาดเดา “ผมคือคนที่คุณหญิงอยากจะลบชื่อออกจากตระกูลมากที่สุด... พอๆ กับที่เธอพยายามลบความจริงออกจากประวัติศาสตร์ของอัครวัฒน์นั่นแหละ”
คำพูดของเขาเหมือนมีดที่กรีดลงบนความเงียบ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่เชื่องช้าก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้อง รินรดาสะดุ้งสุดตัว เธอรีบหยิบผ้าคลุมผืนใหญ่มาปิดภาพวาดนั้นไว้ทันที กลิ่นน้ำหอมกลิ่นดอกกุหลาบผสมกลิ่นไม้จันทน์หอมโชยมาก่อนตัว เป็นกลิ่นที่ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกทุกครั้งที่ได้กลิ่น
ประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการเคาะ คุณหญิงเพ็ญแขก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตากลับคมกริบดั่งมีดโกน เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่แผ่นผ้าใบที่คลุมไว้ไม่มิด
“ทำงานกันดึกดื่นเชียวหรือคะ... รินดา” น้ำเสียงของคุณหญิงเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ศิลปะที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสีน่ะ บางทีมันก็เป็นแค่ความเพ้อฝันของคนตายที่ไม่ยอมไปเกิดนะจ๊ะ”
“รินดาแค่กำลังซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมสภาพค่ะ คุณหญิง” รินรดาตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“งั้นหรือ...” คุณหญิงเพ็ญแขเดินตรงเข้ามาใกล้รินรดา ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้รินรดารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล “อย่าพยายามขุดคุ้ยสิ่งที่จมอยู่ใต้ดินเลยนะจ๊ะรินดา บางครั้ง... การที่คนเราตายไปพร้อมกับความลับ มันก็เป็นวิธีเดียวที่ทำให้คนที่ยังอยู่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
คุณหญิงเหลือบมองธันวาที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น รอยยิ้มที่มุมปากของหญิงสูงวัยดูน่าสยดสยอง “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... อัครวัฒน์ หลานชายคนโตของฉัน”
ธันวากำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อ รินรดารู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่ใช่แค่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเธอเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างที่ขอบภาพวาดที่ถูกคลุมไว้...
นิ้วมือของร่างในภาพที่เพิ่งเผยออกมาจากการขูดสี สีที่ดูเหมือนสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสนิทกลับกำลังซึมออกมาเป็นรอยแดงสดดุจเลือดที่ยังไหลเวียน และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองกระจกเงาบานใหญ่ที่แขวนอยู่ฝั่งตรงข้าม เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้แสดงภาพห้องทำงานตามความเป็นจริง แต่มันแสดงภาพของห้องนี้ในสภาพที่ถูกเพลิงไหม้เผาผลาญจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน และท่ามกลางความมืดมิดนั้น มีดวงตาสองคู่ที่กำลังจ้องมองเธอและธันวาอยู่จากมุมมืด... ดวงตาที่ดูเหมือนของเธอไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความลับของตระกูลอัครวัฒน์นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 10
ปริศนาภาพซ้อนภาพ
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!