“รินรดา อย่าปล่อยมือ!”
เสียงของธันวาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือหนาที่คว้าข้อมือเธอไว้แน่นนั้นสั่นสะท้าน แรงดึงมหาศาลทำให้รินรดาตัวเซถลาไปตามแรงฉุดท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมห้องใต้ดินไว้ราวกับอสรพิษ เสียงปืนนัดสุดท้ายเพิ่งจะเงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินปืนที่อบอวลปนกับกลิ่นอับชื้นของอิฐเก่าๆ และความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงลำคอ
รินรดาสะอื้นจนตัวโยน ดวงตาที่พร่ามัวมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงาร่างตะคุ่มของธันวาที่ขวางกั้นเธอจากบางสิ่ง ในความมืดนั้น... เธอสัมผัสได้ถึง 'ลมหายใจ' ที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ มันเย็นเยียบและเชื่องช้า ราวกับใครบางคนกำลังยืนประชิดหลังเธออยู่
“ธันวา... ตรงนั้น...” เธอพยายามเค้นเสียง แต่มันกลับแผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้แห้งกรอบ “มีคน... มีคนอยู่ในมุมห้อง”
ธันวาชะงัก สายตาคมกริบของเขาเพ่งมองฝ่าความมืดออกไป ในจังหวะที่เขาขยับตัวเพื่อบังรินรดาให้มิด แสงไฟฉายดวงเล็กที่หล่นอยู่บนพื้นกะพริบถี่ๆ ก่อนจะฉายลำแสงสั้นๆ ไปยังมุมอับที่เต็มไปด้วยคราบเขม่า แสงนั้นเผยให้เห็นร่างของหญิงชราคนหนึ่ง ยืนหันหลังให้พวกเขา ร่างนั้นสวมชุดผ้าไหมเก่าคร่ำคร่าที่ดูคุ้นตาจนหัวใจของรินรดาแทบหยุดเต้น
คุณหญิงเพ็ญแข? ไม่สิ... กลิ่นน้ำอบที่โชยมาเตะจมูกนั้นมันช่างน่าสะอิดสะเอียน ราวกับกลิ่นของความตายที่หมักหมมมานานปี
“อย่าหันไปดู รินรดา!” ธันวากระซิบ เสียงของเขาเคร่งเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “นั่นไม่ใช่คน”
“แต่เธอ... เธอเป็นแม่ของฉัน...” รินรดาพึมพำ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความสับสน สมองของเธอเริ่มประมวลผลไม่ได้ สัมผัสจากอดีตที่พยายามกลบฝังกลับพุ่งเข้าใส่ดั่งเข็มพิษ ภาพบ้านไม้หลังเก่าที่เคยถูกไฟไหม้ ภาพความทรงจำที่บิดเบี้ยวเริ่มซ้อนทับกับภาพหญิงชราตรงหน้า
หญิงชราค่อยๆ หันกลับมา... ไม่ใช่ใบหน้าที่รินรดาจดจำได้จากรูปถ่าย แต่มันคือใบหน้าที่ไร้ผิวหนัง เหลือเพียงกล้ามเนื้อแดงฉานและนัยน์ตาสีขาวขุ่นที่จ้องมองตรงมายังเธอ
“ริน... รดา...” เสียงเรียกนั้นแหบพร่าและก้องกังวานอยู่ในหัวของเธอ ไม่ใช่อากาศที่นำเสียงมา แต่มันสั่นสะเทือนจากภายในสมองโดยตรง
รินรดากรีดร้องสุดเสียง ร่างกายของเธออ่อนปวกเปียกจนทรุดลงกับพื้นเย็นเยียบ ธันวาพยายามคว้าไหล่เธอไว้ แต่เธอกลับปัดออกด้วยความหวาดกลัวขีดสุด ภาพหญิงชราคนนั้นพุ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ในจังหวะที่หัวใจเธอแทบจะระเบิดออกจากอก หญิงชราคนนั้นก็หยุดชะงัก ห่างจากปลายจมูกเธอเพียงคืบ กลิ่นดินปืนและกลิ่นสาบสางรุนแรงขึ้นจนเธออาเจียนออกมา
“เธอขโมยมันไป... สิ่งที่ไม่ได้เป็นของเธอ...” หญิงชราก้มลงกระซิบข้างหู น้ำเสียงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงของใครบางคนที่รินรดาคุ้นเคยดีที่สุด... เสียงของแม่เธอเอง
รินรดาสติหลุดลอย เธอเริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง มือทั้งสองข้างขยำเสื้อของตัวเองจนยับยู่ยี่ “ฉันไม่ได้ทำ! ฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าใคร! ออกไป! ออกไปจากหัวฉัน!”
ธันวาเห็นท่าไม่ดี เขาตัดสินใจทุบเข้าที่ต้นคอของหญิงสาวหวังจะให้เธอสงบลง แต่ก่อนที่มือของเขาจะแตะถูกตัวเธอ บานประตูไม้เก่าๆ ของห้องใต้ดินก็ถูกกระชากเปิดออก แสงสว่างจ้าจากภายนอกสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
คุณหญิงเพ็ญแข... ท่านยืนนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยปราศจากความรู้สึก ในมือถือปืนพกกระบอกเล็กที่ยังมีควันจางๆ ลอยออกมาจากปากกระบอก
“ธันวา... เธอพานังเด็กนี่มาที่ที่ควรจะจบสิ้นตั้งนานแล้วนะ” คุณหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ “และถ้าแกยังไม่ปล่อยมือจากมัน... แกเองนั่นแหละที่จะต้องกลายเป็นเศษเสี้ยวของอดีตไปอีกคน”
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองคุณหญิงเพ็ญแข สติที่ขาดผึงทำให้เธอเปลี่ยนไป ดวงตาที่เคยโศกเศร้ากลับกลายเป็นนิ่งสนิทราวกับตุ๊กตากระเบื้อง เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนท่ามกลางความตกตะลึงของธันวา หญิงสาวหันไปมองมุมมืดที่หญิงชราคนนั้นเพิ่งยืนอยู่ แต่มันกลับว่างเปล่า... เหลือเพียงคราบเลือดจางๆ ที่สลักเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของตระกูล
ทว่าสิ่งที่น่าหวาดหวั่นกว่านั้นคือ... มือของรินรดาที่เปื้อนเลือดนั้นเอง ไม่ใช่เลือดของใครอื่น แต่มันเป็นเลือดที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของเธอเอง ทุกครั้งที่เธอขยับ รอยร้าวประหลาดก็ปรากฏขึ้นบนอากาศรอบตัวเธอ ราวกับโลกแห่งความจริงกำลังแตกสลาย
“รินรดา... เธอทำอะไรลงไป!” ธันวาร้องถามด้วยความตื่นตระหนก
รินรดาหันมาหาเขา รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเธอช่างเย็นเยียบและแปลกแยกจนธันวาต้องถอยกรูด “ไม่ใช่ฉันหรอกธันวา... แต่เป็นสิ่งที่ฉันเพิ่งจะปลุกให้ตื่นขึ้นมา”
ทันใดนั้น ผนังห้องใต้ดินก็เริ่มปริแตกออก เสียงแผ่นดินไหวสะเทือนกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์ ทุกอย่างที่เคยซ่อนเร้นในความมืดกำลังจะถูกกระชากออกมาเผชิญหน้ากับความจริง และรินรดาก็ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป... เพราะในวินาทีที่แสงไฟจากมือคุณหญิงเพ็ญแขดับวูบลง หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างธันวาก็เลือนหายไปราวกับควันไฟ ทิ้งไว้เพียงเสียงกระซิบที่ข้างหูเขาว่า...
“ตามหาฉันให้เจอก่อนที่ฉันจะกลืนกินทุกอย่างที่แกปกป้องไว้”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในใจของรินรดาไปพร้อมกับกำมะหยี่สีแดงนะคะ
รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 13
เสียงเพรียกจากความมืด
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!