รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 12

ความผูกพันที่อันตราย

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“อย่าขยับ... ถ้าไม่อยากให้ปืนกระบอกนี้ลั่นเป็นนัดที่สอง” เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งลากผ่านสันหลังของฉัน รินรดาชะงักกึก มือที่สั่นเทาของฉันยันไว้กับผนังห้องใต้ดินที่ชื้นแฉะ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปกับกลิ่นอับของไม้เก่า ร่างที่ล้มลงตรงหน้าคือหนึ่งในสมุนของฝั่งคุณหญิงเพ็ญแข ดวงตาเบิกโพลงของเขายังคงจ้องมองมาที่ฉันด้วยความอาฆาตแม้ลมหายใจจะขาดห้วงไปแล้ว ธันวา... เขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ด้านหลังฉัน ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้าที่ข้างหูขณะที่มือหนาบีบต้นแขนฉันไว้แน่น แรงบีบนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อทำร้าย แต่เพื่อยึดเหนี่ยวให้ฉันไม่ทรุดลงไปกับพื้น “เขารู้ความลับนั่นแล้วใช่ไหม” ฉันถาม เสียงของฉันสั่นเครือจนแทบจำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของตัวเอง “เขารู้มากเกินกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อในโลกของท่านหญิง” ธันวาตอบกลับ เสียงของเขาเรียบนิ่งราวกับไม่ได้เพิ่งพรากชีวิตใครไปเมื่อครู่ เขาผ่อนแรงมือลง เปลี่ยนเป็นประคองไหล่ฉันให้หันไปเผชิญหน้ากับเขา นัยน์ตาของธันวาในความมืดสลัวฉายแวววูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเป็นความลึกลับที่ยากจะอ่านออก ฉันเงยหน้ามองเขา แสงสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ ที่แกว่งไกวอยู่เหนือหัวทำให้ใบหน้าของเขาดูเป็นเงาเข้ม เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยซ่อมภาพวาด เขาเป็นคนละคนกับที่ฉันเคยคิดว่ารู้จัก แต่ทว่า... ความใกล้ชิดที่บีบคั้นในวินาทีความเป็นความตายกลับทำให้หัวใจของฉันเต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความรู้สึกโหยหาที่กัดกินใจจนน่ากลัว “คุณทำแบบนี้ทำไมกัน ธันวา” ฉันถาม พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น “ชีวิตคนไม่ใช่ผืนผ้าใบที่คุณจะกรีดทิ้งหรือเย็บซ่อมได้ตามใจชอบ” ธันวาหัวเราะหึในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความสุข เขาขยับเข้ามาใกล้จนหน้าผากของเราแทบจะชิดกัน ความเงียบที่ปกคลุมห้องใต้ดินช่างหนักอึ้งราวกับมีเมฆหมอกมาปิดทับ “ชีวิตก็เหมือนภาพวาดที่ถูกทาบทับด้วยสีเน่าเฟะนั่นแหละรินรดา คุณเองไม่ใช่หรือที่อยากให้ผมช่วยขูดสีพวกนั้นออก เพื่อจะได้เห็นภาพความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสีเหล่านั้น?” มือของเขาเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขาร้อนผ่าวจนฉันสะท้าน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจตีรวนกันไปหมด ฉันรู้ดีว่าเขามีเจตนาแฝง แต่ทำไม... ทำไมฉันถึงไม่สามารถผลักไสเขาออกไปได้ ทำไมความผูกพันที่เกิดขึ้นท่ามกลางกองเลือดและคดีฆาตกรรมนี้ ถึงได้กลายเป็นสิ่งเสพติดที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ “ถ้าฉันบอกให้คุณหยุด... คุณจะหยุดไหม” ฉันถามเบาหวิว “สายเกินไปแล้ว” ธันวากระซิบ เขาเลื่อนมือลงมาโอบเอวฉันดึงเข้าหาตัวจนช่องว่างระหว่างเรามลายสิ้น “ไฟที่จุดขึ้นในวันนี้จะไม่มีวันดับลงจนกว่าความจริงจะถูกเปิดเผย และคุณ... รินรดา คุณคือคนเดียวที่ถือไพ่ใบสุดท้ายเอาไว้” ริมฝีปากของเขาประทับลงมาอย่างรวดเร็วและหนักแน่น มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่มันคือจูบแห่งคำปฏิญาณที่เต็มไปด้วยความแค้น ความหลงใหล และความสิ้นหวัง ฉันหลับตาลงปล่อยให้รสสัมผัสที่อันตรายนี้กลืนกินสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ โลกทั้งใบดูเหมือนจะหมุนคว้างไปรอบตัวเรา สัมผัสที่กระตุ้นให้สัญชาตญาณดิบในตัวฉันตื่นขึ้น รอยร้าวในใจที่เคยมีกลับถูกเขาทาบทับด้วยอารมณ์ที่รุนแรงกว่า ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางบันไดไม้ด้านบน! ธันวาผละออกจากฉันในทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็นดุดันราวกับนักล่า เขาหยิบปืนที่พื้นขึ้นมาตรวจสอบกระสุน ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาที่เฉียบขาด “รินรดา ฟังผมให้ดี ถ้าคุณอยากรอดไปจากที่นี่... อย่าเชื่อใจใคร แม้แต่ตัวผมเอง” เขาผลักฉันให้ไปหลบหลังตู้เหล็กเก่าๆ ก่อนที่ประตูห้องใต้ดินจะถูกกระแทกจนเปิดออก ร่างของชายฉกรรจ์สามคนในชุดสูทสีดำก้าวเข้ามาพร้อมกับแสงไฟจากกระบอกไฟฉายที่สาดส่องไปทั่ว แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันหยุดเต้นไม่ใช่การปรากฏตัวของคนเหล่านั้น เงาที่ก้าวตามหลังคนเหล่านั้นเข้ามาคือหญิงวัยกลางคนที่ดูสง่างามแม้ในยามวิกาล คุณหญิงเพ็ญแขเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างไร้วิญญาณบนพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “น่าเสียดายจริงๆ นะคะ รินรดา” เสียงของคุณหญิงเพ็ญแขเย็นเยือกและทรงอำนาจ เธอค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาในห้องช้าๆ เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังสะท้อนไปทั่วห้องใต้ดิน “หนูอุตส่าห์มีความสามารถในการมองเห็นภาพวาดที่สวยงามขนาดนั้น แต่ทำไมถึงชอบเอาตัวไปหมกมุ่นอยู่กับกองขยะเน่าๆ ของอดีตแบบนี้ล่ะคะ” เธอยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ มือปืนข้างกายยกอาวุธขึ้นเล็งตรงมาที่ตำแหน่งที่ฉันซ่อนตัวอยู่ทันที “ธันวา... เธอเองก็มาอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ?” คุณหญิงเพ็ญแขหัวเราะเบาๆ “ฉันนึกว่าหนูจะหนีไปได้ไกลกว่านี้เสียอีก แต่ก็นะ... กรงทองที่ฉันสร้างไว้ มันใหญ่กว่าที่พวกเธอคิดมากนัก” ฉันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ หัวใจเต้นรัวแทบทะลุอก ธันวาที่ซ่อนอยู่มุมมืดข้างๆ ฉันขยับมือไปที่ข้างเอว เตรียมพร้อมสำหรับบางอย่างที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการ “คุณหญิงคะ” ธันวาขานชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทเกินกว่าที่คนตกอยู่ในสถานการณ์ล้อมจะทำได้ “ภาพวาดชิ้นนั้น... ภาพที่พ่อแม่ของรินรดาทิ้งไว้ก่อนตาย คุณซ่อนมันไว้ที่ไหน?” คุณหญิงเพ็ญแขชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปทันที แทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดขึ้น “อยากรู้มากนักใช่ไหม... งั้นก็ลงไปดูมันด้วยกันในนรกเถอะ!” ทว่า ก่อนที่เสียงปืนนัดแรกจะดังขึ้น ไฟในห้องใต้ดินทั้งหมดก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดสนิท แสงจากกระบอกไฟฉายสั่นไหวไปมาพร้อมกับเสียงร้องตะโกนของพวกสมุน และท่ามกลางความโกลาหลนั้น มือใครบางคนคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของฉันแล้วกระชากให้วิ่งไปในความมืด! “อย่าปล่อยมือฉันนะรินรดา!” ธันวาตะโกนข้างหูท่ามกลางเสียงปืนที่เริ่มดังสนั่นก้องห้องใต้ดิน ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวไปกับกำมะหยี่สีแดงนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%