รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 26

ชะตากรรมของเพ็ญแข

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“เอกสารพวกนี้... คุณหญิงเป็นคนเซ็นเองกับมือไม่ใช่หรือคะ?” เสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่ามันบาดลึกเข้าไปในความเงียบงันของห้องโถงใหญ่ กลิ่นอายของน้ำมันวานิชและสีน้ำมันที่ตกค้างจากห้องซ่อมภาพวาดดูจะจางหายไป เหลือเพียงกลิ่นอับของความลับที่ถูกเปิดโปง คุณหญิงเพ็ญแขนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวเดิม หลังที่เคยเหยียดตรงอย่างผู้ถือครองอำนาจ บัดนี้ดูจะงอโค้งลงเล็กน้อยราวกับมีน้ำหนักมหาศาลกดทับอยู่บนบ่า คุณหญิงไม่ตอบ ดวงตาคู่ที่เคยคมกริบดั่งใบมีดบัดนี้สั่นไหวระริก เธอละสายตาจากเอกสารในมือรินรดาไปจ้องมองภาพวาดทิวทัศน์บนผนังฝั่งตรงข้าม—ภาพที่รินรดาใช้เวลาแรมเดือนในการแกะรอยชั้นสีที่ถูกฉาบทับเพื่อซ่อนความจริงบางอย่างไว้ “ฉันไม่ได้บังคับใคร” คุณหญิงกล่าวเสียงแหบพร่า “ทุกคนที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ต่างก็แลกเปลี่ยนด้วย ‘ความเต็มใจ’ ทั้งนั้น” “รวมถึงพ่อกับแม่ของฉันด้วยหรือคะ?” รินรดาขยับตัวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากโคมระย้าด้านบนส่องกระทบใบหน้าของเธอให้ดูซีกหนึ่งมืดมิด “ท่านทั้งสองแลกเปลี่ยนด้วยอะไรคะ ความฝัน? เกียรติยศ? หรือแค่ชีวิตที่ไร้ค่าในสายตาคุณหญิงที่ถูกขยี้ทิ้งเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล?” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ธันวาซึ่งยืนกอดอกพิงเสาอยู่มุมมืดของห้องขยับตัวเล็กน้อย แสงสลัวทำให้เห็นแววตาของเขาที่ซ่อนความรู้สึกหลากหลาย—ทั้งความสงสารและความสะใจที่ปนเปกันอยู่ เขารู้ดีว่าวันนี้ไม่ใช่แค่การทวงถามความยุติธรรม แต่มันคือการปิดฉากละครฉากสุดท้ายที่เพ็ญแขเป็นผู้กำกับเองกับมือ เพ็ญแขแค่นหัวเราะ เสียงนั้นฟังดูเหมือนแก้วที่แตกละเอียด “เธอคิดว่าเธอเป็นคนเดียวที่สูญเสียหรือรินรดา? ทุกหยดเลือดที่ไหลลงบนพื้นปาร์เกต์แห่งนี้มันถูกชำระด้วยอำนาจและความมั่งคั่ง ฉันสร้างอาณาจักรขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อมานั่งฟังคำพิพากษาจากเด็กเมื่อวานซืนที่ฉันเคยเลี้ยงดูมากับมือ” “คุณหญิงไม่ได้สร้างอาณาจักรค่ะ คุณหญิงแค่สร้างกรงขัง” รินรดาวางเอกสารปึกนั้นลงบนโต๊ะไม้สักหนักๆ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดัง ‘ปึก’ ฟังดูคล้ายเสียงตัดสินประหารชีวิต “และตอนนี้ กรงขังนั้นกำลังพังทลายลงมาทับคนสร้างเอง” เพ็ญแขเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอไม่ได้มองรินรดาอีกต่อไป แต่มองผ่านไปที่ธันวาที่เดินก้าวเข้ามาในแสงไฟ “เธอสินะ...” คุณหญิงพึมพำ “เด็กชายในวันนั้นที่ฉันเคยมองข้าม... เธอถึงได้วางแผนให้เด็กคนนี้มาเป็นคนทำลายฉันถึงในบ้าน” ธันวาเดินมาหยุดข้างรินรดา เขาไม่ได้แสดงความสะใจออกมาแม้แต่น้อย เขากลับทำเพียงวางรูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งลงบนตักของคุณหญิง มันเป็นภาพถ่ายของคนกลุ่มหนึ่งในอดีตที่เพ็ญแขพยายามลบออกจากความทรงจำ ภาพของคนที่เธอทรยศเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่เธอโหยหา “ไม่มีใครทำลายคุณหญิงได้เท่ากับความโลภของคุณหญิงเองหรอกครับ” ธันวาเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่ผมทำ ก็แค่เปิดประตูห้องที่ล็อกไว้ให้ความจริงมันเดินออกมาเท่านั้น” คุณหญิงเพ็ญแขยกมือขึ้นสั่นเทาขณะหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมา แววตาของเธอเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว เธอเข้าใจแล้วว่าหมากที่เธอเดินพลาดในวันนั้น ไม่ใช่เรื่องของเงินทองหรืออำนาจ แต่มันคือความเมตตาที่เธอละทิ้งไป จนกลายเป็นเชื้อไฟที่เผาผลาญทุกอย่างจนไม่เหลือชิ้นดี “ถ้าฉันจะไป ฉันก็จะไม่ไปคนเดียว” เพ็ญแขลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะที่หลงเหลืออยู่เป็นเฮือกสุดท้าย เธอหยิบกรอบรูปภาพวาดล้ำค่าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นมาแล้วฟาดลงกับพื้นจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นไปทั่วห้องโถง “พวกเธอคิดว่าได้ชัยชนะแล้วหรือ? ความลับนี้มันเป็นเหมือนเชื้อโรคร้าย ถ้าฉันต้องล่มจม... ฉันจะให้คนทั้งตระกูลพินาศไปพร้อมกับฉัน!” ในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวไปหยิบอาวุธที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานโคมไฟ บานประตูห้องโถงใหญ่ก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับเสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์ในชุดดำหลายนายที่รินรดาและธันวาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ธันวากระชากตัวรินรดาให้ถอยหลังไปชิดกำแพง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อเพ็ญแข แต่เป็นเพราะบุคคลที่เดินนำหน้ากลุ่มชายชุดดำเข้ามา—คือชายในชุดสูทเนี้ยบที่ดูคุ้นตาเสียยิ่งกว่าใคร เขาคนนั้นยิ้มให้รินรดาอย่างอ่อนโยน ทว่ามือของเขากลับถือซองจดหมายสีน้ำตาลที่ประทับตราของทนายความตระกูลที่รินรดาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีก “คุณหญิงครับ...” ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ทางคณะกรรมการตัดสินว่าคุณหญิงไม่มีสิทธิ์ครอบครองสินทรัพย์เหล่านี้อีกต่อไป และเรื่องราวที่พวกเขากำลังถืออยู่นั้น... จะเปลี่ยนชีวิตของทุกคนในห้องนี้ไปตลอดกาล” รินรดาหัวใจเต้นรัวเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนเอกสารในมือของชายคนนั้น มันไม่ใช่ชื่อของพ่อหรือแม่ของเธอ แต่มันคือชื่อของ ‘ธันวา’ ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลนี้... และเขาก็คือคนที่เธอคิดมาตลอดว่าอยู่เคียงข้างเธอมาโดยตลอด ธันวาค่อยๆ ปล่อยมือจากไหล่ของรินรดา สายตาของเขาที่เคยมองเธอด้วยความอ่อนโยน บัดนี้กลับกลายเป็นความเย็นชาที่เธอคาดไม่ถึง เขาหันไปหาคุณหญิงเพ็ญแขแล้วก้มลงกราบที่เท้าของหญิงชรา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองรินรดาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนปีศาจ “คุณหญิงไม่ได้พลาดที่ความโลภหรอกครับ... แต่พลาดที่ไว้ใจคนผิดตั้งแต่วันแรกที่เธอก้าวเข้ามาในชีวิตผม” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเปลวเพลิงแห่งความลับนี้ไปกับกำมะหยี่สีแดงนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%