รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 27

รุ่งอรุณหลังพายุ

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“กลิ่นไหม้ของความทะเยอทะยานนี่... มันเหม็นสาบกว่าที่ฉันคิดไว้นะคะ คุณหญิง” รินรดากล่าวขึ้นโดยไม่หันไปมองร่างของสตรีสูงวัยที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องหลัง เสียงรองเท้าบูทของเธอเหยียบลงบนเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกละเอียดจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ แผ่นดินตรงหน้าไม่ใช่คฤหาสน์ตระกูลอัครเดชที่เคยตั้งตระหง่านท้าทายกาลเวลาอีกต่อไป แต่มันคือหลุมศพขนาดมหึมาที่โอบล้อมไปด้วยเถ้าถ่านสีเทาหม่น คุณหญิงเพ็ญแขกวาดสายตามองซากปรักหักพังนั้นด้วยดวงตาที่ไร้แววพ่ายแพ้ แม้เสื้อผ้าไหมราคาแพงจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่า แต่แผ่นหลังของเธอยังคงตั้งตรงราวกับถูกฉาบไว้ด้วยทิฐิที่ไม่มีวันมอดดับ “ความทะเยอทะยานไม่มีวันสูญสลายไปกับเปลวเพลิงหรอกค่ะรินรดา” คุณหญิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “มันแค่เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเถ้าถ่าน เพื่อรอวันให้ใครบางคนมาตักตวงและเริ่มต้นใหม่บนกองซากศพนี้... คนอย่างเธอคงไม่เข้าใจ เพราะมัวแต่ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความถูกต้อง’ จนลืมไปว่าในโลกใบนี้ คนที่ถือครองความจริงได้ คือคนที่ยังยืนอยู่บนยอดพีระมิดเท่านั้น” รินรดาหมุนตัวกลับมาสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาของหญิงสาวที่เคยเงียบขรึมบัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งความแค้นที่แผดเผาเงียบๆ ในใจ เธอหยิบภาพวาดชิ้นสุดท้ายที่กู้คืนมาจากห้องใต้ดิน—ภาพวาดที่พ่อของเธอทิ้งไว้ก่อนลมหายใจสุดท้าย—ออกมาจากกระเป๋าสะพาย รอยไหม้ที่ขอบกระดาษไม่ได้ทำให้คุณค่าของมันลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย “ยอดพีระมิดเหรอคะ?” รินรดายกยิ้มที่มุมปาก “บนนั้นมันคงหนาวน่าดูเลยสินะคะ ยิ่งสูง ยิ่งต้องเหยียบย่ำคนอื่น... แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่ง ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ใครถือครอง แต่มันคือสิ่งที่จะกัดกินคนผิดให้ตายทั้งเป็น แม้ว่ากายจะยังคงหายใจอยู่ก็ตาม” ขณะที่บรรยากาศกำลังบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ธันวาก้าวออกมาจากหลังแนวกำแพงที่เหลือเพียงครึ่งเดียว มือของเขากำวัตถุชิ้นหนึ่งแน่น เขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเข้มที่เปื้อนคราบดิน สายตาคมกริบของเขามองผ่านรินรดาไปยังคุณหญิงเพ็ญแขด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก “ทุกอย่างจบลงแล้วครับ—เอ้อ... จบลงแล้วค่ะ” ธันวาแก้ไขคำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างรินรดา กลิ่นไอของความเย็นเยียบแผ่ออกมาจากตัวเขา “หลักฐานชิ้นสำคัญไม่ได้ถูกเผาไปกับไฟ แต่มันถูกส่งไปยังจุดที่คนอย่างคุณไม่มีวันเอื้อมถึง” คุณหญิงเพ็ญแขชะงัก สายตาที่เคยหยิ่งผยองสั่นไหววูบหนึ่ง “แกหมายความว่ายังไง... ธันวา” “หมายความว่า ในขณะที่คุณพยายามทำลายอดีตเพื่อสร้างปัจจุบันใหม่ คุณกลับมองข้ามช่องโหว่เล็กๆ ที่คุณสร้างขึ้นเอง” ธันวาพูดพร้อมกับแบมือออก ในนั้นคือแฟลชไดรฟ์สีเงินวาววับ “บันทึกการสนทนาในคืนที่เกิดเหตุ และรอยร้าวบนภาพวาดที่คุณพยายามปกปิด... ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในมือของคนที่พร้อมจะพิพากษาคุณแล้วค่ะ” รินรดามองธันวาด้วยความประหลาดใจ แผนการนี้ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่พวกเขาคุยกันมาก่อน การปรากฏตัวของเขาในวันนี้ไม่ใช่แค่การมาดูซากปรักหักพัง แต่เป็นการต้อนศัตรูให้จนมุมด้วยหมากที่เธอเองก็คาดไม่ถึง “พวกแก...” คุณหญิงเพ็ญแขกัดฟันแน่น ใบหน้าของเธอเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “แกคิดว่าการทำลายชื่อเสียงของฉันจะช่วยให้พ่อแม่ที่ตายไปแล้วของแกฟื้นขึ้นมาได้งั้นเหรอ? เปล่าเลย! รินรดา ชีวิตของแกก็จะเป็นได้แค่เงาของความผิดพลาดที่ไม่มีวันได้รับการแก้ไข เหมือนกับภาพวาดเน่าๆ ที่แกถืออยู่นั่นแหละ!” รินรดาไม่ได้โต้ตอบด้วยคำพูด เธอเพียงแค่ก้าวเดินเข้าไปหาคุณหญิงเพ็ญแขทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ความเงียบงันในบริเวณคฤหาสน์ที่มอดไหม้ทำให้เสียงลมหายใจของทั้งสามคนกลายเป็นเสียงที่ดังที่สุดในขณะนี้ เธอหยุดยืนห่างจากคุณหญิงเพียงหนึ่งช่วงแขน ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหู “ฉันไม่ต้องการให้พวกเขากลับมาหรอกค่ะ เพราะสิ่งที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้... คือการวาดภาพความล่มสลายของคุณด้วยมือของฉันเอง” ทันใดนั้น เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังขึ้นมาจากพุ่มไม้เบื้องหลังกลุ่มควันหนาทึบ ทั้งสามคนชะงักไปพร้อมกัน ธันวาเปลี่ยนท่าทีเป็นระแวดระวัง มือเอื้อมไปจับที่เอวโดยสัญชาตญาณ รินรดาหันขวับไปทางต้นเสียงด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่แค่เพราะความระแวง แต่เป็นเพราะเธอกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่โชยมากับสายลม—กลิ่นน้ำหอมที่เธอไม่ได้กลิ่นมานานกว่าสิบปี ร่างชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมาจากเถ้าถ่าน ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาข้างหนึ่ง แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นกลับทำให้รินรดารู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอถูกกระชากออกจากปอด “คุณหญิงคะ... ดูเหมือนว่าสิ่งที่คุณทำไว้ จะทำให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลับมาทวงคืนของที่หายไปแล้วนะคะ” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากแต่ทรงพลังจนทำลายความนิ่งสงบของบรรยากาศลงอย่างสิ้นเชิง รินรดามองชายตรงหน้าด้วยมือที่สั่นเทา ภาพวาดในมือเกือบจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดินที่ไร้ค่า เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าทุกสิ่งที่เธอเชื่อมั่น ทุกความแค้นที่เธอสะสมมาตลอดชีวิต กำลังจะถูกเขียนบทใหม่โดยคนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่คฤหาสน์หลังนี้เริ่มถูกแผดเผาด้วยความลับ... เพราะชายคนนั้นคือคนเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในภาพวาดชิ้นสุดท้ายที่เธอถืออยู่ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเถ้าถ่านแห่งความจริงมากับกำมะหยี่สีแดงนะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%