รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 2

มรดกที่ถูกลืม

ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
“จดหมายฉบับนี้... ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบใช่ไหมคะ?” รินรดาเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในสตูดิโอศิลปะที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและฝุ่นผง เธอวางกระดาษแผ่นหนาลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเก่า สายตาจดจ้องไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม—ธันวา—ผู้ที่ในวันนี้ไม่ได้สวมชุดช่างซ่อมภาพวาด แต่กลับดูคล้ายผู้ที่ถือครองกุญแจสำคัญบางอย่างไว้ในมือ ธันวาไม่ตอบทันที เขาเพียงแต่เลื่อนซองจดหมายตราครั่งสีแดงฉานนั้นกลับไปทางหญิงสาว ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาสัมผัสผิวสัมผัสของกระดาษอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้บาดแผลที่ไม่มีวันสมาน “คุณหญิงเพ็ญแขไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีจุดประสงค์” ธันวาตอบ เสียงของเขาเรียบเรื่อยทว่ากดต่ำลงจนรินรดารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในช่องอก “ท่านไม่ได้เชิญให้คุณกลับไปเพื่อรื้อฟื้นความหลังหรอกครับ... เอ่อ... ดิฉันหมายถึง คุณควรจะทราบดีว่าสิ่งที่ถูกฝังกลบไว้นานเกินไป มักจะเน่าเฟะจนยากจะขุดขึ้นมาดู” รินรดาแค่นยิ้ม มุมปากของเธอสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยาม เธอจำกลิ่นของคฤหาสน์หลังนั้นได้ดี—กลิ่นของดอกปีบที่อบอวลปนกับความเย็นเยียบของตู้เก็บสมบัติที่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เปิด มันคือสถานที่ที่พรากพ่อและแม่ของเธอไปทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านและความสงสัยที่เธอเฝ้าเพียรถามตัวเองมาตลอดเกือบยี่สิบปี “บ้านตระกูลวรโชติโภคิน” เธอเอ่ยชื่อนั้นราวกับกำลังท่องมนต์สะกด “ท่านเชิญดิฉันไปในฐานะหลานสาว หรือในฐานะคนรับใช้ที่กำลังจะถูกกำจัดทิ้งกันแน่คะ?” “ในฐานะ ‘ผู้รับมรดก’ ที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว” ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาของเขาที่เคยราบเรียบกลับแฝงด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด “รินรดา ฟังดิฉันนะ... หากคุณก้าวเท้าเข้าไปในบ้านหลังนั้น คุณจะไม่มีทางกลับออกมาเป็นคนเดิมได้อีก สิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่แค่เงินทองหรือโฉนดที่ดิน แต่มันคือ ‘รอยร้าว’ ที่พร้อมจะแตกสลายใส่คุณทุกเมื่อ” รินรดาลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดรับลมเย็นยามค่ำคืน สายตาของเธอทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องนอก ภาพจำในอดีตฉายซ้อนทับขึ้นมา—เสียงกรีดร้องในคืนไฟไหม้ คำสัญญาที่พ่อเคยให้ไว้ก่อนจะลาลับ และสายตาเย็นชาของคุณหญิงเพ็ญแขในวันที่เธอถูกส่งตัวออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว เธอตัดสินใจเดินกลับมาที่โต๊ะ ก่อนจะคว้าจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาฉีกเปิดออกด้วยความเด็ดเดี่ยว เนื้อความในจดหมายมีเพียงไม่กี่บรรทัดด้วยลายมือที่ตวัดอ่อนช้อยแต่แฝงความกดดัน *‘รินรดา... มรดกที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ ฉันเก็บรักษามานานพอแล้ว ได้เวลาที่เจ้าของที่แท้จริงจะมารับคืนเสียที อย่าให้ฉันต้องรอนาน เพราะหากเลยกำหนดคืนนี้ สิ่งที่เธอโหยหาอาจจะกลายเป็นเถ้าถ่านเหมือนพ่อแม่ของเธอ’* “เถ้าถ่าน...” รินรดาทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ก่อนจะหันมาสบตาธันวา “คุณรู้อะไรใช่ไหมธันวา? ทำไมคุณถึงดูหวาดกลัวนักเวลาที่ดิฉันพูดถึงเรื่องการกลับไปที่นั่น ทั้งที่คุณเองก็เป็นคนเสนอให้ดิฉันตามหาความจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้นมาโดยตลอด” ธันวานิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนใต้ผิวหนัง ก่อนจะถอนหายใจยาว “เพราะผมรู้ว่าคุณหญิงไม่ได้เพียงแค่เก็บรักษา... แต่ท่าน ‘จงใจ’ ทำให้มันสูญหายไปตั้งแต่วันแรกที่ท่านรู้ว่าความลับนั้นถูกซ่อนไว้ที่ไหน” รินรดาไม่ได้รอฟังคำอธิบายต่อ เธอคว้าเสื้อคลุมแล้วก้าวเดินออกจากสตูดิโอ มุ่งหน้าไปยังรถที่จอดรออยู่เบื้องล่าง ความมุ่งมั่นในแววตาของเธอแข็งกร้าวเสียจนธันวาทำได้เพียงมองตามอย่างหมดหนทาง เขาล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดส่งข้อความสั้นๆ ไปยังปลายทางที่ชื่อว่า ‘เพ็ญแข’ เพียงประโยคเดียวว่า *‘เหยื่อกำลังเดินทางไปหาคุณแล้ว’* การเดินทางสู่คฤหาสน์ตระกูลวรโชติโภคินเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าทุกกิโลเมตรที่รถเคลื่อนผ่านกลับทำให้หัวใจของรินรดาเต้นรัวเหมือนกลองรบ เมื่อรถจอดสนิทหน้าประตูรั้วเหล็กดัดบานยักษ์ที่คุ้นตา แสงไฟจากคฤหาสน์ส่องสว่างออกมาดูราวกับปากของอสูรกายที่รอรับแขกผู้มาเยือน ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกโดยอัตโนมัติ รินรดาเดินก้าวเข้าไปในโถงกลางบ้าน ที่นั่น... คุณหญิงเพ็ญแขนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมที่เคยเป็นของคุณพ่อ เธอจิบชาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าข้างกายกลับมีชายฉกรรจ์ชุดดำยืนขนาบข้างสองคน และในมือของหญิงชราไม่ได้มีเพียงจดหมาย... แต่มันคือแฟ้มประวัติการตายของพ่อแม่เธอที่ควรจะถูกปิดตายไปนานแล้ว “มาแล้วหรือ... หลานรัก” คุณหญิงเพ็ญแขเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ แต่ทว่าแฝงความเย้ยหยัน “เธอกำลังสงสัยสินะว่าทำไมฉันถึงยอมคืนมรดกให้?” ท่านวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นเดินตรงมาหารินรดา ก่อนจะกระซิบข้างหูของหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบ “เพราะมรดกชิ้นสุดท้ายที่เธอจะได้รับ... คือความจริงที่ว่าคนที่เป็นคนจุดไฟเผาบ้านหลังนั้นให้พ่อแม่ของเธอตายทั้งเป็น... ก็คือตัวเธอเองต่างหากล่ะ รินรดา” รินรดายืนนิ่งราวกับถูกสาป หูของเธออื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงใดๆ นอกจากเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตระหนกที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด... เธอคือฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่ตัวเองอย่างนั้นหรือ? ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามปริศนาของกำมะหยี่สีแดงมาจนถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%