ทนายหญิงเลือดเย็นกับสถาปนิกผู้กุมความลับตึกร้าง•ตอนที่ 8

กับดักในตึกเก่า

ผลงานโดย มิดไนท์คิส
เสียงเหล็กบานพับขนาดใหญ่บิดตัวลั่นเอี๊ยด... ก่อนที่ความมืดสนิทและกลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงยุคเก่าจะโอบล้อมรอบตัวพวกเราไว้ทันที ประตูเหล็กนิรภัยของห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดินปิดตายลงอย่างไร้ความปรานี แรงกระแทกจากการดีดกลับของสปริงสนิมเขรอะทำให้รินรดาเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จนแผ่นหลังบอบบางภายใต้เสื้อสูทแบรนด์เนมแนบชิดติดกับแผงอกกว้างของคีรินโดยไม่ตั้งใจ "ล็อกแล้ว..." เสียงทุ้มต่ำของสถาปนิกหนุ่มดังขึ้นชิดริมหู มากพอจะทำให้ความเย็นยะเยือกของตึกร้างแห่งนี้ถูกแทนที่ด้วยความร้อนผ่าวบางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาตามแนวสันหลัง รินรดาขยับตัวออกห่างทันทีอย่างรักษาระยะ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติและตรรกะอันเย็นชาของทนายความมือหนึ่งกลับคืนมา ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมทึบตันที่มีเพียงแสงสลัวจากช่องลมเล็กๆ เหนือศีรษะ "คุณน่าจะระวังมากกว่านี้ คีริน ความสะมาธิสั้นของคุณเกือบทำให้เราติดอยู่กับแผนการโง่ๆ ของธนภัทร" "แผนการโง่ๆ ที่คุณเองก็กระโจนเข้ามาด้วยความเต็มใจไม่ใช่หรือครับ... รินรดา" คีรินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเจือแววเย้ยหยันแต่นุ่มนวลจนน่าหมั่นไส้ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องใบหน้างามที่ฉายแวบความเครียดขึง "อย่ามัวแต่โทษผมเลย ทนายสาวผู้ไร้พ่าย... ความจริงคือ เซ็นเซอร์ความปลอดภัยของตึกนี้ถูกตัดสัญญาณจากภายนอก มีใครบางคนไม่อยากให้เราเดินออกจากที่นี่ด้วยซ้ำ" ความจริงข้อนั้นกระแทกเข้ามาในความรู้สึกราวกับถูกตบหน้า รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนเป็นรอยขาว เธอรู้ดีว่าธนภัทร ลูกความผู้ทรงอิทธิพลของเธอกำลังเล่นเกมอะไร อาคารพาณิชย์เก่าแก่แห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ซากปรักหักพัง แต่มันคือหลุมศพที่ฝังหลักฐานการทุจริตโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้าน และเธอกับคีรินคือพยานปากเอกที่รู้มากเกินไป โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทปราศจากสัญญาณโดยสิ้นเชิง หน้าจอดับสนิทอย่างไร้การตอบสนอง รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนลังไม้เก่าๆ อย่างหัวเสีย เธอยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ความเครียดจากคดีความและบรรยากาศอันปิดทึบเริ่มกัดกินความอดทนของเธอ คีรินก้าวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้าร่างระหงที่กำลังนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีป้องกันตัว เขาวางเครื่องมือช่างและไฟฉายคาดหัวลงบนพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง "ผมมีไฟแช็กและไฟฉายสำรองพอจะยื้อได้อีกสองสามชั่วโมง ไม่ต้องกลัว... ผมไม่ปล่อยให้ทนายคนเก่งต้องมาตายในกองขยะของธนภัทรหรอก" "ฉันไม่ได้กลัวตาย" รินรดาเชิดหน้าขึ้น สายตาเย็นชาทอดมองลงมาที่เขา "ฉันแค่หงุดหงิดที่ตัวเองประเมินความเลวของธนภัทรต่ำเกินไป และที่สำคัญที่สุด... ฉันไม่อยากติดอยู่กับคุณในที่แคบๆ แบบนี้นานนักหรอก" มุมปากของคีรินกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย กลับเต็มไปด้วยประกายท้าทายที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างแปลกประหลาด "ในที่แคบๆ แบบนี้... คุณถึงได้มีโอกาสเห็นธาตุแท้ของผมชัดเจนขึ้นยังไงล่ะครับ" บรรยากาศรอบตัวเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่ที่สะท้อนก้องอยู่ในความมืด ความใกล้ชิดในระยะประชิดท่ามกลางกลิ่นอายของฝุ่นดินและน้ำหอมราคาแพงบนตัวเธอผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านของชายหนุ่ม สร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ รินรดาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตารุกLไล่ที่เธออ่านความหมายไม่ออก แต่มือเรียวกลับกำชายกระโปรงแน่นโดยไม่รู้ตัว คีรินสังเกตเห็นความสั่นไหวเล็กๆ นั้น มือหนายื่นออกไปสัมผัสข้อศอกเรียวของเธอแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดผ่านเนื้อผ้าทำให้รินรดาสะดุ้งเฮือกและหันขวับมามอง "ปล่อยนะ..." "อย่าเกร็งนักเลย รินรดา" เสียงกระซิบของเขานุ่มนวลจนเกือบกลายเป็นเสียงครางต่ำในลำคอ "เราไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง หรือ... อาจจะไม่มีใครมาเลยก็ได้ ทำไมเราต้องเอาเวลาที่มีค่ามานั่งทะเลาะกันด้วยล่ะ" "เพราะเราไม่ใช่เพื่อนกัน คีริน" เธอย้ำสถานะด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเพื่อสร้างกำแพงป้องกัน "คุณเป็นสถาปนิกที่กำลังขุดคุ้ยโปรเจกต์ของลูกค้าฉัน และฉันคือทนายที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของเขา หน้าที่ของเรามันยืนอยู่คนละฝั่ง" "แต่ตอนนี้... เรายืนอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน และกำลังเผชิญหน้ากับความตายด้วยกัน" คีรินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดจนรินรดาต้องเอนหลังพิงผนังปูนเปลือยอย่างไร้ทางหนี มือแกร่งข้างหนึ่งทาบลงบนผนังเหนือศีรษะเธอ กักขังเธอไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาคมกริบของทั้งคู่สบประสานกันในความมืดสลัว ปรารถนาที่ถูกกดทับไว้ภายใต้มา Ad ของความเป็นมืออาชีพเริ่มปะทุขึ้นราวกับเปลวไฟที่ได้รับออกซิเจน รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดอยู่เหนือพวงแก้มจนผิวเนื้อร่ำๆ จะสั่นเทา "คุณมันบ้า..." เธอกระซิบเสียงพร่า พยายามใช้น้ำเสียงเยียบเย็นเข้าสู้ แต่หัวใจกลับเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก "ใช่... ผมบ้า" คีรินยอมรับอย่างไร้ข้อแก้ตัว ดวงตาของเขาคมกริบดุจสัตว์ล่าเนื้อที่จ้องมองเหยื่ออันโอชะ "บ้าตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณก้าวเข้ามาในสำนักงานของผมด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม... และบ้าที่สุด ที่ผมอยากจะทำลายเกราะป้องกันหนาเตอะของคุณให้แหลกคามือ" สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากอุ่นจัดก็ทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดของเธออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองส่วนตรรกะกรีดร้องสั่งให้ผลักเขาออกไป แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการอ่อนระทวยลงอย่างไร้เรี่ยวแรง รสจูบเริ่มต้นด้วยความดุดันและเอาแต่ใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและร้อนแรงที่แผดเผาทุกสติสัมปชัญญะ มือเรียวที่เคยตั้งท่าจะผลักไส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำสาบเสื้อสูทของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างกายที่กำลังสั่นสะท้าน คีรินบด ริมฝีปากลงมาหนักหน่วงยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนแทรกซึมผ่านกลีบปากนุ่มที่เผยอรับความวาบหวามอย่างไม่รู้ตัว รสชาติแห่งความดื้อรั้นและยอมจำนนผสมผสานกันจนแยกไม่ออก มือหนาอีกข้างเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวแนบแน่น จนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศผ่าน ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันทุกตารางนิ้ว ความร้อนจากผิวกายแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าทะลุทะลวงเข้าไปถึงหัวใจ เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดดังประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามในอก รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความปรารถนาที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน ความเยือกเย็นและเหตุผลทั้งปวงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของความเป็นมนุษย์ที่โหยหาความอบอุ่นและการเติมเต็มในค่ำคืนอันมืดมิดนี้ มือของคีรินลูบไล้ขึ้นมาตามแนวแผ่นหลังบอบบาง ลูบผ่านเส้นผมสลวยที่หลุดลุ่ยไม่เป็นทรงจนเธอเผลอครางแผ่วในลำคอด้วยความเสียวซ่าน สัมผัสของเขาหิวกระหายและเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง ราวกับต้องการหลอมรวมเธอเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแลกกับการติดอยู่ในกรงขังแห่งนี้ แต่ในวินาทีที่เปลวไฟแห่งความเร่าร้อนกำลังแผดเผาจนถึงขีดสุด เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ *กริ๊ก...* ไม่ใช่เสียงจากประตูห้องนิรภัย แต่เป็นเสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบามาจากช่องระบายอากาศเหนือศีรษะ คีรินชะงักกิริยาลงทันที ดวงตาคมตวัดมองขึ้นไปบนเพดานด้วยความระแวดระวัง ร่างสูงผละออกจากรินรดาอย่างรวดเร็วแต่ยังคงใช้มือข้างหนึ่งโอบประคองไหล่เธอไว้เพื่อบังคับให้หลบอยู่ด้านหลัง รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ สัมผัสความวาบหวามเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกของสัญชาตญาณนักกฎหมาย เธอกระซิบเสียงเบาหวิวติดริมหูเขา "มีคนอยู่ข้างบน..." คีรินพยักหน้ารับช้าๆ มืออีกข้างคว้าท่อนเหล็กใกล้ตัวขึ้นมาเตรียมพร้อม ดวงตาจ้องเขม็งไปยังความมืดเบื้องบนที่มีเงาดำทาบทับลงมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่แสงไฟฉายสว่างวาบจะส่องตรงลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังลอดมาจากช่องลม "เจอตัวแล้วล่ะ... ทนายคนสวย" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงเลือดเย็นกับสถาปนิกผู้กุมความลับตึกร้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%