"คุณคิดจะใช้ความตายของใครเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่อำนาจอีกคะ... คุณธนภัทร"
น้ำเสียงของรินรดาไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย ทว่ามันกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นกลางฤดูหนาว ดวงตาคู่คมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบจ้องมองร่างสูงใหญ่ของแขกยามวิกาลที่ก้าวล่วงเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัวบนดาดฟ้าตึกร้างแห่งนี้ แสงไฟฉายสาดสะท้อนให้เห็นรอยยิ้มมุมปากของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล—ลูกความระดับวีไอพีที่เธอเพิ่งยอมเอาชื่อเสียงและจรรยาบรรณวิชาชีพเข้าแลกเพื่อปกป้องเขาจากคดีทุจริตโครงสร้างสาธารณะ
คีรินซึ่งยืนอยู่เคียงข้างรินรดาขยับตัวเล็กน้อย สัญชาตญาณของสถาปนิกผู้พิทักษ์พื้นที่และโครงสร้างตระหนักดีว่า สถานการณ์ ณ จุดสูงสุดของตึกร้างแห่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการเจรจาธุรกิจปกติ มือหนาเอื้อมไปดึงข้อมือเรียวของทนายความสาวไว้โดยสัญชาตญาณ แรงสัมผัสที่ส่งผ่านผิวเนื้ออุ่นจัดตัดกับความหนาวเย็นของค่ำคืน เป็นภาษาทางกายที่ไร้เสียงแต่มั่นคงว่าเขาพร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเธอในเกมการเมืองสีเทานี้
"คุณรินรดา... ทนายความมือหนึ่งผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้หัวใจ ทำไมวันนี้ถึงดูมีอารมณ์ร่วมกับความยุติธรรมเสียเหลือเกินล่ะครับ" ธนภัทรหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบงดงามของคืนเดือนหงาย "คุณก็รู้ดีว่ากฎหมายไม่ได้มีไว้เพื่อความถูกต้อง แต่มันมีไว้เพื่อให้คนที่ถือไพ่เหนือกว่าเป็นผู้ชนะ และตอนนี้... ผมคือคนถือไพ่สำรับนั้น"
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ เป็นการตอบโต้ เธอดึงข้อมือกลับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ไม่ใช่เพราะการคุกคามของธนภัทร แต่เป็นเพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในซองเอกสารหนังสีดำที่เธอกอดไว้แนบอก เอกสารที่คีรินเพิ่งค้นพบจากห้องลับใต้ดินของตึกนี้—เอกสารที่ระบุอย่างชัดเจนว่า โครงการก่อสร้างตึกร้างที่ธนภัทรพยายามโยกย้ายความผิดให้วิศวกรผู้วายชนม์รับไปเต็มๆ นั้น แท้จริงแล้วเกิดจากความโลภและการลดต้นทุนวัสดุโดยเจตนาของบริษัทธนภัทรเอง และลายเซ็นสุดท้ายที่อนุมัติงบประมาณฉบับนั้น... คือลายเซ็นของธนภัทร
"ฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นนักกฎหมายที่มองโลกตามความเป็นจริงค่ะ" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวใบมีดที่กรีดลงบนความมั่นใจของอีกฝ่าย "แต่ฉันเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ความเป็นจริงที่คุณสร้างขึ้น... มันอาบย้อมไปด้วยเลือดของคนบริสุทธิ์"
"คุณกำลังทำให้ผมผิดหวังนะทนายริน" ธนภัทรก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว เงาสะท้อนในดวงตาของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลฉายแววคุกคามอย่างไม่ปิดบัง "อย่าลืมสิว่าค่าตอบแทนที่คุณได้รับจากคดีนี้ มากพอที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้ทั้งชาติ... และบางที ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนนั้นด้วยไม่ใช่หรือ?"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องในความเงียบ รินรดาสะดุ้งเฮือกโดยไม่รู้ตัว ภาพใบหน้าอันบริสุทธิ์ของ "น้องรัน" ลูกสาวตัวน้อยวัยเจ็ดขวบที่กำลังนอนหลับพริ้มอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงที่บ้านผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความรัก ความผูกพัน และสายใยอันอบอุ่นของคนเป็นแม่บีีบคั้นหัวใจของทนายความสาวจนแทบหยุดหายใจ เธอทำงานหนัก ยอมขายวิญญาณให้ปีศาจสวมสูท ก็เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยที่สุดให้กับลูกสาวอันเป็นดวงใจ
ธนภัทรล่วงรู้จุดอ่อนของเธอ จุดอ่อนที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้เกราะกำบังของความเย็นชามาโดยตลอด
คีรินสังเกตเห็นความไหววูบในแววตาของรินรดา สถาปนิกหนุ่มก้าวออกไปบังร่างเพรียวบางของเธอไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกราบกรานมองธนภัทรด้วยความเกรี้ยวกราดที่ถูกสะกดไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึม "ถอยไป... การเจรจาระหว่างคุณกับทนายความ จบลงตั้งแต่วินาทีที่คุณก้าวย่างเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผมแล้ว"
"อุ๊ย ตายจริง คุณคีริน สถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบผู้สร้างอนุสรณ์สถานแห่งความอัปยศนี้ขึ้นมา" ธนภัทรยิ้มเยาะ "คุณคิดว่าหลักฐานกระดาษไม่กี่แผ่นในมือของผู้หญิงคนนั้น จะล้างมลทินให้ตึกร้างหลังนี้ได้งั้นเหรอ? ตื่นเถอะครับ... ไม่มีใครสนใจความจริงหรอก นอกเสียจากว่าความจริงนั้นจะทำเงินให้พวกเขาได้"
บรรยากาศบนดาดฟ้าตึงเครียดถึงขีดสุด ลมหนาวพัดโชยปะทะร่างจนเยือกเยือก รินรดากำซองเอกสารในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว สมองของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็ว—ระหว่างจรรยาบรรณวิชาชีพและความถูกต้องที่เธอกำลังตั้งคำถาม กับความปลอดภัยของลูกสาวตัวน้อยที่เปรียบเสมือนลมหายใจทั้งหมดของเธอ โลกสีเทาที่เธอเคยควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จกำลังพังทลายลงตรงหน้า
ทว่า ในวินาทีที่ความลังเลเกือบจะกัดกินจิตวิญญาณของเธอ เสียงฝีเท้าฝีหนาและเสียงกระซิบอันแผ่วเบาของความทรงจำก็ย้อนกลับมา—ภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่วิ่งมารอรับเธอที่หน้าประตูบ้าน พร้อมรอยยิ้มบริสุทธิ์และคำถามว่า "คุณแม่ขา วันนี้มีความสุขไหมคะ?"
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก ปัดเป่าความหวาดกลัวออกไปจากแววตา เธอยืดตัวขึ้นอย่างสง่างาม แววตาที่เคยหวั่นไหวกลับมาแข็งกร้าวและเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม ราวกับทนายความผู้พร้อมจะพิพากษาโลกทั้งใบด้วยมือคู่นี้
"คุณพูดถูกค่ะธนภัทร... ไม่มีใครสนใจความจริง" รินรดากล่าวด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ซึ่งถอดแบบความน่าเกรงขามมาจากตัวเขาเอง "แต่นั่นก็หมายความว่า... ฉันมีอิสระเต็มที่ที่จะเลือกทำลายคุณด้วยวิธีที่กฎหมายคาดไม่ถึงเช่นกัน"
เธอยกโทรศัพท์มือถือขึ้นกดหน้าจอปลดล็อกอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวเตรียมกดส่งไฟล์เอกสารลับทั้งหมดตรงไปยังสำนักข่าวและอัยการสูงสุดในพริบตาเดียว ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสลงบนปุ่มส่งข้อมูล เสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะจากโทรศัพท์ในมือของคีริน
สถาปนิกหนุ่มก้มลงมองหน้าจอเพียงเสี้ยววินาที สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากความดุดันเป็นความตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุด
"รินรดา... หยุดก่อน" คีรินคว้าแขนเธอไว้ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน "อย่าเพิ่งส่ง... ดูนี่"
รินรดาขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เธอมองตามปลายนิ้วของคีรินที่ชี้ไปยังหน้าจอโทรศัพท์ ซึ่งแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้านพักของเธอในปัจจุบัน—ภาพของชายชุดดำสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้ว โดยมีร่างของพี่เลี้ยงกำลังอุ้มเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่ส่งเสียงร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมแขน และโทรศัพท์เครื่องนั้นกำลังโทรเข้าเบอร์ส่วนตัวของเธอด้วยหมายเลขที่ไม่ปรากฏชื่อ
ธนภัทรระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางความเงียบงันที่แช่แข็งทุกสรรพสิ่งบนดาดฟ้าตึกร้าง
"ผมบอกแล้วไงครับ ทนายริน... ว่าเกมนี้ คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องถือไพ่ที่ผมแจกให้"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ทนายหญิงเลือดเย็นกับสถาปนิกผู้กุมความลับตึกร้าง•ตอนที่ 7
เอกสารที่สาบสูญ
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายหญิงเลือดเย็นกับสถาปนิกผู้กุมความลับตึกร้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!