กี่หยาดหยดของน้ำตาที่เคยรินรดบนพื้นพรมห้องนอนชุดหรูหลังนั้น... รินรดลงไปอย่างไร้ค่าในสายตาของเขา บัดนี้มันได้แปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำค้างบนยอดหนามกุหลาบ ที่พร้อมจะทิ่มแทงหัวใจของคนที่เคยเหยียบย่ำมันให้แหลกสลายคามือ
“เด็กคนนี้... อายุเท่าไหร่?”
คำถามนั้นลอยเคว้งคว้างอยู่ในห้องทำงานกว้าง สลัวรางด้วยแสงไฟสีส้มอมเหลืองที่สาดส่องผ่านกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของมหานคร รินรدายืนตัวตรง ไหล่บางเชิดขึ้นอย่างสง่างาม เธอไม่ได้ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตากลมโตที่เคยซ่อนความเจ็บช้ำไว้ภายใต้ความอ่อนหวาน บัดนี้กลับนิ่งสนิท ดุจผืนน้ำลึกที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกรากไว้เบื้องล่าง
เด็กชายลีโอวัยสี่ขวบเอียงคอด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากคิรากรราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่มีผิดเพี้ยน ไล่ตั้งแต่สันจมูกโด่งรั้น ไปจนถึงริมฝีปากหยักที่มักจะเม้มเข้าหากันเวลาใช้ความคิด
“คุณคิรากรคะ รบกวนช่วยมีมารยาทในพื้นที่ส่วนตัวของฉันด้วยค่ะ” รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเย็นเฉียบจนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง เธอก้าวเข้าไปอุ้มลูกชายเข้าสู่อ้อมกอด ป้องกันไม่ให้สายตาคมกลาบของอดีตสามีสำรวจร่างเล็กไปมากกว่านี้ “เรื่องอายุของลูกฉัน มันไม่ได้เกี่ยวกับหน้าที่การงาน หรือโปรเจกต์ที่เรากำลังร่วมมือกันอยู่เลยสักนิดค่ะ”
“ริน...” คิรากรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในสูทเข้ารูปก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างคุกคาม กลิ่นกายอายบุหรี่จางๆ ผสมผสานกับน้ำหอมแบรนด์โปรดที่เธอนั้นคุ้นเคยดี ย ังคงลอยวนอยู่รอบกายเขา “เธอไม่ได้ตอบคำถามของฉัน... และเด็กคนนี้ หน้าตาเขา...”
“หน้าตาเขาเหมือนใคร มันก็เรื่องของพันธุศาสตร์ค่ะ” รินรดาตัดบทด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก “หรือคุณคิดว่าเด็กบนโลกใบนี้ จะมีหน้าตาคล้ายคุณได้แค่คนเดียวเหรอคะท่านประธาน... อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยค่ะ”
คำพูดที่เจือความเย้ยหยันนั้นทำเอาคิรากรถึงกับชะงัก อีโก้ที่ค้ำคอมาตลอดชีวิตของเขาถูกท้าทายด้วยผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายปีก่อน ในอดีต... รินรดาคนนั้นจะก้มหน้าหลบสายตา จะสั่นเทาเมื่อเขาขยับเข้าใกล้ และจะคอยพะเน้าพะนอเอาใจเขาราวกับสุนัขตัวน้อยๆ ที่รอเศษเสี้ยวความรัก แต่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ เป็นใครกัน? ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีเงาของเขาหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงความว่างเปล่า... และความเกลียดชังที่ถูกปิดตายไว้อย่างมิดชิด
“แม่ครับ ลีโอง่วงแล้วครับ” เสียงเล็กๆ ใสแจ๋วเอ่ยขัดขึ้น พร้อมกับซบใบหน้าลงกับลาดไหล่ของมารดา
คิรากรทอดสายตามองเด็กน้อยด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีรันยุ่งเหยิงในอก มันไม่ใช่ความเอ็นดูธรรมดา แต่เป็นสัญชาตญาณดิบที่กรีดร้องบอกเขาว่า ‘เด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา’ และหากคำนวณจากช่วงเวลาที่รินรดาเดินออกจากชีวิตเขาไป... มันช่างประจวบเหมาะจนน่าใจหาย
“ฝากลูกไว้กับเลขาของผมก่อนสิริน...” คิรากรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว มือหนาเอื้อมหมายจะแตะลงบนแขนเรียวของเธอ “เรามีเรื่องต้องคุยกันตามลำพัง... เรื่องของเราสองคน”
“ไม่มีเรื่องอะไร ‘ของเรา’ อีกแล้วค่ะคุณคิรากร” รินรดาเบี่ยงกายหลบสัมผัสของเขาอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าเชื้อโรคจะติดกาย “กรุณาจำสถานะของเราในปัจจุบันด้วยนะคะ เราเป็นแค่ ‘หุ้นส่วนทางธุรกิจ’ และอดีตสามีภรรยาที่หย่าขาดกันตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์แล้ว อย่าล้ำเส้นค่ะ”
เธอหมุนตัวเดินจูงมือลูกชายก้าวออกจากห้องทำงานส่วนตัวของเขาไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้เอื้อnเอ่ยคำใดออกมาอีก ปล่อยให้คิรากรยืนกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนอยู่ที่ขมับ สายตาคมกริบมองตามร่างบางที่ก้าวเดินจากไปอย่างมั่นคง หัวใจที่เคยด้านชาและหยิ่งผยอง บัดนี้กลับถูกบีบรัดด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มและหิวกระหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เกมนี้... เขาไม่ได้เป็นผู้คุมกฎอีกต่อไปแล้ว
...
ค่ำคืนนั้น... ณ ห้องสวีทหรูบนชั้นสูงสุดของโรงแรมห้าดาวใจกลางเมือง แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาภายในห้องกว้างที่เงียบงัน รินรดากำลังยืนมองกรุงเทพมหานครยามค่ำคืนผ่านกระจกใสบานใหญ่ หลังจากที่เธอพา Lio ไปฝากไว้กับมารดาของเธอบนเพนต์เฮาส์อีกแห่ง เพื่อที่เธอจะได้กลับมาจัดการกับ ‘เอกสารสัญญา’ ฉบับสำคัญที่คิรากรส่งตรงมาให้เธอตรวจทานด้วยตนเอง
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้อง รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่ได้นัดหมายใครไว้ในยามวิกาลเช่นนี้ นอกจาก...
เมื่อเธอบิดกลอนเปิดประตูออก ร่างสูงใหญ่ของคิรากรก็แทรกตัวเข้ามาในห้องทันทีด้วยความเร็วที่เธอตั้งตัวไม่ทัน ประตูห้องถูกปิดและลงกลอนอย่างแน่นหนาโดยฝีมือของชายหนุ่ม ก่อนที่แผ่นหลังบางของเธอจะถูกดันให้แนบชิดติดกับผนังห้องเย็นเฉียบ
“คุณคิรากร! คุณเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง... อื้อ!”
คำต่อว่าถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากหยักลึกประกบทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี รสจูบที่ทั้งดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยความโหยหาที่ถูกกักเก็บไว้เนิ่นนาน คิรากรบดขยี้เรียวปากนุ่มของเธอด้วยความเร่าร้อน มือหนาข้างหนึ่งรวบเอวคอดกิ่วของเธอเข้ามาแนบชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งช้อนทายทอยเธอไว้เพื่อบังคับให้รับสัมผัสจากเขาอย่างเต็มที่
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอกัดฟันกรอด พยายามเบือนหน้าหนีและทุบตีลงบนแผงอกกว้างของเขา แต่มันช่างไร้เรี่ยวแรงราวกับมดไต่ คิรากรคำรามในลำคออย่างไม่พอใจ เขายิ่งเพิ่มน้ำหนักจูบให้ลึกล้ำและวาบหวามมากยิ่งขึ้น ลิ้นร้อนกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากของเธออย่างเอาแต่ใจ ปลุกเร้าไฟสวาทที่มอดไหม้ให้โชนแสงขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางความโกรธเกรี้ยว
สัมผัสจากริมฝีปาก ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ข้างแก้ม และกลิ่นกายคุ้นเคย... กำลังสั่นคลอนเกราะกำบังอันแข็งแกร่งที่เธอใช้เวลาสร้างมันมานานหลายปี
“ปล่อย... ปล่อยฉันนะ ไอ้คนบ้า!” รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาได้ เมื่อเขาผละริมฝีปากออกมาชั่วครู่เพื่อสูดลมหายใจ ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธและอารมณ์ที่ตีรัน “คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉัน!”
“ไม่มีสิทธิ์เหรอ?” คิรากรหัวเราะในลำคอ เสียงทุบต่ำของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยเสน่ห์อันตราย ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการจูบ “บนทะเบียนสมเราอาจจะขาดกันแล้ว... แต่ร่างกายของเธอ รินรดา... มันยังจำสัมผัสของฉันได้ดีกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด”
“คุณมันหลงตัวเอง!”
“ใช่... ฉันหลงตัวเอง และฉันก็กำลังคลั่งจนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” คิรากรกระซิบชิดริมฝีปากเธอ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและเว้าวอนจนน่าตกใจ “บอกฉันมา... เด็กคนนั้น คือลูกของเราใช่ไหม? ลีโอคือเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันใช่หรือเปล่าริน?”
รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่าแววตากลับไร้ความขำขันโดยสิ้นเชิง เธอยกมือขึ้นดันแผงอกเขาให้ออกห่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
“ถ้าใช่แล้วยังไงคะ... ถ้าลีโอเป็นลูกของคุณ คุณคิดว่าผู้หญิงที่เคยถูกคุณโยนใบหย่าใส่หน้าอย่างไร้ค่า จะยอมยกแก้วตาดวงใจให้ผู้ชายใจร้ายอย่างคุณเหรอคะ?” รินรดายิ้มหยัน “ฝันไปเถอะค่ะ... คิรากร”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ คิรากรจ้องมองใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าว หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บปวด และ... หลงใหลในตัวเธอจนโงหัวไม่ขึ้น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของคิรากรก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขากดตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าจอ แต่แล้ว... เสียงแจ้งเตือนข้อความพร้อมรูปภาพก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอของเขาเสียก่อน
คิรากรเหลือบมองหน้าจอแวบหนึ่ง... และวินาทีนั้นเอง ร่างสูงก็ชะงักนิ่ง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า
ในหน้าจอโทรศัพท์... เป็นภาพถ่ายสำเนาผลตรวจ DNA ระหว่างเขากับเด็กชายลีโอ ที่ระบุความสัมพันธ์ไว้อย่างชัดเจน 99.99% พร้อมกับข้อความจากเลขานุการส่วนตัวที่ส่งมาว่า:
*“ท่านประธานครับ... เอกสารชิ้นนี้ถูกส่งตรงมาจากคลินิกแพทย์ชื่อดัง โดยมีคนทิ้งมันไว้ที่โต๊ะทำงานของคุณเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาครับ”*
รินรดาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของอดีตสามี รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอเป็นครั้งแรก
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำตาและบททดสอบของหัวใจไปกับเข็มฉายานิศนะคะ
พันธะสวาทบงการรักคืนใจเมียเก่า•ตอนที่ 12
กลิ่นอายความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะสวาทบงการรักคืนใจเมียเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!