"คำสั่งย่อมเป็นคำสั่ง... ศิษย์น้องเยี่ย ไยเจ้ายังยืนนิ่งดุจรูปปั้นหินสลักอยู่เล่า?"
น้ำเสียงแหบพร่าของผู้อาวุโสคลังโอสถดังแทรกผ่านความเงียบงันภายในห้องโถงกลิ่นยาตลบอบอวล เยี่ยเฉินไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตาดุดันที่มองมา เขาน้อมกายลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม ทว่าแววตาภายใต้ร่มเงาขนตานั้นกลับทอประกายล้ำลึกดุจห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง
ม้วนคาสั่งสีชาดประทับตราหยกวิเศษยังคงสะท้อนแสงเรืองรองอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์ ภาระหน้าที่ใหม่ที่ถูกโยนใส่มือเขาหาใช่การคัดแยกสมุนไพรปลายแถว หากแต่เป็นการก้าวเข้าสู่ 'ตำหนักจันทน์ค้างฟ้า' สถานที่พำนักส่วนตัวของเซียนจื่อเวย สตรีผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีและเข้มงวดที่สุดในสำนักชิงอวิ๋น
นี่มิใช่การลงทัณฑ์ แต่เป็น 'หมาก' ที่ถูกเดินอย่างจงใจจากผู้มีอำนาจเบื้องสูง เพื่อทดสอบว่าศิษย์นอกสำนักผู้ไร้รากฐานเช่นเขา จะมีชีวิตรอดภายใต้เงื้อมมือของพญายมในร่างเทพธิดaได้สักกี่น้ำกันเชียว
เมื่อก้าวผ่านประตูวงพระจันทร์แห่งตำหนักจันทน์ค้างฟ้า ไอเย็นเยือกของลมปราณเหมันต์ก็พัดปะทะร่างจนเส้นผมไหวระริก บรรยากาศภายในเงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหยดน้ำค้างกระทบใบไม้ไผ่ เซียนจื่อเวยกำลังนั่งประทับอยู่หลังฉากกั้นผ้าไหมโปร่งภาพวาดภูเขาหิมะ ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดูสง่างามราวกับภาพวาดเซียนที่มิอาจเอื้อมแตะ
ทว่าความกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมจิตวิญญาณขั้นสูงกลับแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนาแน่นขึ้น
"เจ้าคือเยี่ยเฉิน ผู้ที่ผู้อาวุโสไป๋ส่งตัวมา?"
สุ้มเสียงกังวานใสราวกับกระดิ่งเงินท่ามกลางสายหมอกเอ่ยขึ้น หาสนามอารมณ์ใดๆ มิได้ มันเรียบเฉยและไร้ซึ่งความระคายเคือง ไร้ซึ่งความเมตตา ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งที่เดินหลงเข้ามาในเขตหวงห้าม
"เรียนท่านเซียนจื่อเวย ผู้น้อยเยี่ยเฉินมารายงานตัวรับใช้ตามคำสั่งแล้วขอรับ" เยี่ยเฉินตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่ศิษย์คนอื่นๆ มักแสดงออกมาเมื่อเผชิญหน้ากับนาง
ดึงดูดสายตาคู่คมกริบดุจกระบี่น้ำพี้ให้เลื่อนผ่านฉากกั้นออกมามอง เซียนจื่อเวยหรี่ตาลงเล็กน้อย นางย่อมคาดหวังจะได้เห็นความตื่นตระหนก หรือความเย่อหยิ่งจองหองที่พยายามปกปิดไว้ ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นของเยี่ยเฉินกลับมีเพียงความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งเกินกว่าเด็กหนุ่มอายุเท่านี้จะพึงมี
"ดี... หากเจ้าคิดว่าการมาอยู่ที่นี่จะช่วยให้เจ้าหาทางลัดในการบำเพ็ญเพียรได้ เจ้าคงคิดผิดถางทางเดินชีวิตตัวเองเสียแล้ว" เซียนจื่อเวยกล่าวเสียงเยียบเย็น พลางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กาชาหินหยกและชุดสมุนไพรดิบกองโตก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะศิลาเบื้องหน้าเขา "จัดารต้มชาอวิ๋นหลงชุดนี้ให้ถูกวิธี และเลือกสกัดโอสถชำระจิตระดับสามขึ้นมาให้ข้าภายในหนึ่งกทึก หากมีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย... สำนักชิงอวิ๋นย่อมไม่มีที่ยืนให้คนไร้ประโยชน์"
นี่คือบททดสอบแรก เป็นการกดดันเพื่อให้เขาสำนึกถึงความแตกต่างระหว่างฟ้ากับดิน
หากเป็นคนทั่วไป ย่อมลนลานจนทำสมุนไพรเสียหายตั้งแต่สัมผัสแรก ทว่ามุมปากของเยี่ยเฉินกลับปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคย... คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าบ้านของตนเอง
*ชาอวิ๋นหลงงั้นหรือ?*
ชาชนิดนี้สูญหายไปจากยุทธภพร่วมสามร้อยปีแล้ว ผู้คนในยุคสมัยนี้ต่างใช้วิธีต้มเดือดด้วยไฟรุนแรง ทำให้รสชาติขมฝาดและสูญเสียแก่นแท้แห่งปราณวิญญาณไปจนหมดสิ้น แต่สำหรับเยี่ยเฉิน... ในอดีตกาล เขาคือผู้บัญญัติวิถีแห่งชาและโอสถขึ้นมาด้วยตนเอง!
มือเรียวยาวของเยี่ยเฉินขยับอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคงและงดงามราวกับสายน้ำไหลริน เขาหยิบเตาหลอมโลหะชิ้นเล็กที่ชำรุดทรุดโทรมขึ้นมาสำรวจ ก่อนจะใช้นิ้วแตะลงบนจุดชีพจรของสมุนไพรแต่ละต้นอย่างแม่นยำ
*ฟรึบ!*
เปลวเพลิงสีครามบริสุทธิ์ลุกโชนขึ้นที่ปลายนิ้วของเขาอย่างเงียบเชียบ เป็นเพลิงปราณที่บริสุทธิ์จนแม้แต่เซียนจื่อเวยที่อยู่หลังฉากกั้นยังต้องชะงัก นางสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังงานวิญญาณที่ถูกบีบอัดอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยต่อ ไร้ซึ่งความกระด้าง
เยี่ยเฉินไม่ได้ใช้ไฟรุนแรงต้มชา แต่เขาใช้ 'ลมปราณเหมันต์ย้อนรอย' ในการดึงความเย็นออกจากใบชาทีละน้อย เพื่อรักษาความหวานล้ำลึกของยอดใบชาหมื่นปีเอาไว้ กลิ่นหอมละมุนดุจดอกบัวหิมะแรกแย้มค่อยๆ
ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วตำหนัก กลิ่นอายนั้นบริสุทธิ์และสงบจนทำให้จิตใจที่เหนื่อยล้าจากการฝึกฝนของเซียนจื่อเวยรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
ในขณะเดียวกัน มืออีกข้างของเขาก็หยิบจับสมุนไพรสามสัปดาห์โยนลงในเตาหลอมอย่างเป็นจังหวะ การหมุนวนของอัขระปราณถูกวาดขึ้นกลางอากาศด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นเสียงหึ่งเบาๆ
*เปรี้ยะ!*
เพียงไม่ถึงครึ่งกทึก กลิ่นหอมหวานของโอสถเม็ดกลมกลึงสีทองอร่ามก็ลอยอบอวลแข่งกับกลิ่นชา เม็ดโอสถชำระจิตระดับสามขั้นสมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาอย่างราบรื่น ไร้ควันพิษ ไร้รอยตำหนิ แม้แต่ปรมาจารย์โอสถระดับสูงประจำสำนักยังต้องอับอายหากได้มาเห็นฝีมืออันแนบเนียนนี้
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมตำหนักอีกครั้ง ทว่าครานี้มันแตกต่างออกไป
เซียนจื่อเวยก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นช้าๆ ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองถ้วยชาหยกที่ส่งไอหมอกจางๆ และเม็ดโอสถบริสุทธิ์บนจานกระเบื้องอย่างพินิจพิเคราะห์ นางเหลือบมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ชั่วขณะหนึ่ง... เงาซ้อนทับของบุคคลในอดีตที่นางฝัง
ลึกไว้ในความทรงจำผุดขึ้นมาในหัวจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
"เจ้า... เรียนรู้วิถีการชงชาและหลอมโอสถนี้มาจากที่ใด?" สสุ้มเสียงของนางสั่นพร่าลงเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
เยี่ยเฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง รอยยิ้มอ่อนโยนที่มักประดับบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยแววตาคมกริบที่แฝงความนัยอันล้ำลึก เขาก้าวเข้าไปใกล้ร่างบางอีกหนึ่งก้าว จนกลิ่นอายบุรุษเจือจางลอยปะทะนาสิกของนาง
"วิถีชาไร้ลักษณ์ วิถีโอสถไร้ขอบเขต... ท่านเซียนจื่อเวย หากท่านต้องการคำตอบที่แท้จริง ไยไม่ลองก้าวเข้ามาสัมผัสมันด้วยตัวท่านเองเล่าขอรับ?"
ยังไม่ทันที่เซียนจื่อเวยจะได้เอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ออกมา ประตูหินหนักอึ้งนับหมื่นชั่งของตำหนักจันทน์ค้างฟ้าก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันก้องกังวานของผู้อาวุโสฝ่ายกฎหมายที่นำศิษย์สายในนับสิบคนพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา!
"เซียนจื่อเวย! เจ้ากล้าซ่อนตัว 'มารโลหิต' ไว้ในตำหนักส่วนตัวเช่นนี้ สมควรรับโทษประหารตามกฎสำนัก!"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะเพลิดเพลินและดำดิ่งไปกับห้วงอารมณ์แห่งยุทธภพในตอนนี้กันนะคะ
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 2
คำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!