พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 4

สายตาของอาจารย์

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
เสียงระฆังเตือนภัยเก้าคราของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ยังคงก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาท แรงกดดันจากกระบี่บินนับร้อยเล่มที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องนอกแผ่ไอสังหารเข้ามากดทับจนม่านอาคมของตำหนักสั่นสะเทือนระรัว ทว่าภายในห้องบรรทมส่วนตัว กลับมีความเงียบงันชนิดหนึ่งที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าพายุโลหิตเบื้องนอก เซียนจื่อเวยมิได้ขยับกายไปไหน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาดยวงยังคงยืนนิ่งสนิท ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบราวกับกระบี่น้ำแข็งจดจ้องมองตรงมายังร่างของเยี่ยเฉินที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง สายตาคู่นั้น... เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป "เจ้าเป็นใครกันแน่..." สุ้มเสียงของนางราบเรียบเยือกเย็น ดุจสายน้ำจากธารน้ำแข็งพันปี แต่กลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยคลื่นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน ยามที่ระฆังเตือนภัยดังขึ้น ศิษย์รับใช้ทั่วไปย่อมตื่นตระหนกวิ่งหนีเอาชีวิตรอด หรืออย่างน้อยที่สุดต้องแสดงอาการหวาดกลัวต่อแรงกดดันระดับมหาเทพภายนอก ทว่าเยี่ยเฉินในยามนี้กลับยังคงรักษาจังหวะลมหายใจได้อย่างสม่ำเสมอ รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากยังคงความสงบสุขุม ราวกับวิกฤตการณ์เบื้องนอกเป็นเพียงแค่ละอองฝนที่โปรยปรายลงบนยอดหญ้า ยิ่งไปกว่านั้น... เมื่อครู่ที่เงามารพยายามแทรกซึมเข้าสู่ห้วงจิตสำนึกของนาง เด็กหนุ่มผู้นี้กลับใช้วิชาชำระจิตระดับสูงที่สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าพันปีในการสกัดกั้นมัน วิชาเช่นนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นหลอมรวมวิญญาณก็ยังมิอาจกระทำได้โดยง่าย ไฉนเลยศิษย์กวาดพื้นผู้มีรากปราณพิการจึงทำได้เล่า? "ศิษย์ก็คือเยี่ยเฉินอย่างไรเล่าขอรับ ท่านอาจารย์" เยี่ยเฉินเงยหน้าขึ้นสบตา นางเซียนผู้สูงส่งอย่างไม่เกรงกลัว แววตาที่ทอดมองนางมีความล้ำลึกเกินกว่าที่เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีพึงจะมี มันเป็นสายตาของพญาอินทรีที่มองดูเหยี่ยวหนุ่มหัดบิน เป็นความเอ็นดูเจือความระอาใจที่ทำเอาหัวใจของเซียนจื่อเวยกระตุกวูบ "โกหก!" เซียนจื่อเวยสะบัดแขนเสื้อเบาๆ คลื่นพลังปราณสีครามก็พุ่งเข้ากดทับร่างของเยี่ยเฉินทันทีจนพื้นหินศิลาใต้เข่าแตกร้าวเป็นรอยแยก แต่นางกลับต้องชะงักงัน เมื่อพบว่าคลื่นพลังระดับผู้สำเร็จมรรคผลของนาง เมื่อเข้าใกล้ร่างของเยี่ยเฉิน กลับสลายกลายเป็นเพียงสายลมเย็นเอื่อยๆ อย่างน่าประหลาด นางหรี่ตาลงอันตราย ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็วดุจภูตพราย ปลายกระบี่ในมือถูกยกขึ้นจ่อที่ลำคอขาวผ่องของเขา ระยะห่างเพียงไม่ถึงชิ้นกระดาษกั้น "วิชาสะท้อนปราณเมื่อครู่... แม้แต่เจ้าสำนักยังใช้ไม่ได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นสายลับจากพรรคมาร หรือเป็นปีศาจจำแลงกายมากันแน่? จงบอกความจริงข้ามาก่อนที่ข้าจะปลิดชีพเจ้า ณ องครักษ์นี้!" กลิ่นอายเย็นเยียบจากคมกระบี่แผ่ซ่านบาดผิวเนื้อจนเกิดรอยเลือดซึมบางๆ ทว่าเยี่ยเฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ เขากลับค่อยๆ ยกมือขึ้นเรียเรียวแตะลงบนคมกระบี่ของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาซึมซับไอเย็นนั้นไว้ราวกับมันเป็นเพียงดอกไม้ริมทาง "หากข้าเป็นมาร... ป่านนี้ดวงจิตของท่านอาจารย์คงถูกกลืนกินไปตั้งแต่ยามที่เงามารเข้าครอบงำแล้วกระมังขอรับ?" เยี่ยเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกลมหายใจที่เปล่งออกมากลับเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ทำให้อาณาเขตพลังของเซียนจื่อเวยสั่นคลอน "ท่านอาจารย์... ท่านหวาดกลัวข้า หรือว่า... ท่านกำลังหวาดกลัวหัวใจตนเองกันแน่?" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของเซียนจื่อเวย นางชะงักค้าง มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำยามที่อ้อมแขนอันอบอุ่นของเขาโอบกอดนางไว้เพื่อต้านทานแรงสะท้อนย้อนกลับเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวใจ กลิ่นอายจางๆ ของไม้จันทน์และโลหิตที่ผสมผสานกันอย่างลึกลับทำให้สติสัมปชัญญะของนางปั่นป่วน นี่นางเป็นอันใดไป? เหตุใดจึงรู้สึกปลอดภัยยามอยู่ใกล้ศิษย์รับใช้ผู้มีพิรุธผู้นี้? ก่อนที่เซียนจื่อเวยจะได้เค้นหาคำตอบใดๆ เพิ่มเติม เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นที่ประตูตำหนัก ม่านอาคมป้องกันสำนักถูกทำลายลงแล้ว! แรงระเบิดส่งผลให้เศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวล ทว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องเปลี่ยนสีหน้า มิใช่แรงระเบิดนั้น... หากแต่เป็นกลิ่นอายปราณอันชั่วร้ายที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง เซียนจื่อเวยหันขวับไปมองทางประตู ใบหน้าเย็นชาเผือดสีลงเล็กน้อย "ปราณโลหิตหมื่นศพ... ผู้อาวุโสสาม!" เยี่ยเฉินหรี่ตาลง รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าจางหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงประกายตาดุดันคมกริบดุจกระบี่มารที่หลับใหลมานานนับหมื่นปี ในที่สุด... สุนัขรับใช้ที่ซ่อนตัวอยู่มืดก็อดรนทนไม่ไหวโผล่หางออกมาแล้วสินะ "ท่านอาจารย์ดูเหมือนจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนเสียแล้วสขอรับ" เยี่ยเฉินกล่าวพลางขยับกายลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ความกดดันที่เซียนจื่อเวยสร้างไว้ก่อนหน้ามลายหายไปสิ้น เขากลับเป็นฝ่ายก้าวขึ้นมาบังร่างระหงของนางไว้เบื้องหลังโดยธรรมชาติ "ให้ศิษย์รับใช้อย่างข้า ออกไปต้อนรับ 'แขกผู้สูงศักดิ์' เหล่านี้แทนท่านดีหรือไม่?" เซียนจื่อเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางยังไม่ทันได้เอ่ยคัดค้าน เยี่ยเฉินก็สะบัดแขนเสื้อเบื้องหน้าครั้งหนึ่ง คลื่นกระแสปราณสีทองอร่ามพุ่งทะยานออกไปผ่านช่องประตูที่พังทลาย ปะทะเข้ากับกองกำลังนับร้อยที่บุกรุกเข้ามาจนกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศคนละทาง! ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นละอองที่ค่อยๆ จางลง ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเลือดผู้หนึ่งก็ก้าวเท้าเหยียบย่างเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวาน "ฮ่าๆๆๆ... เซียนจื่อเวย! เจ้าสำนักผู้สูงส่ง วันนี้คือวันตายของเจ้า และจะเป็นวันล่มสลายของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์!" ทว่าก่อนที่ผู้อาวุโสสามจะทันได้กวาดสายตามองสำรวจรอบบริเวณ เยี่ยเฉินที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้ากลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อย เย็นเยียบจนน่าขนพองสะเกลียว "เสียงดังหนวกหูนัก... สุนัขแก่ตัวนี้ ใครอนุญาตให้เจ้าเห่าหอนต่อหน้าภรรยา... อุ้ม... ต่อหน้าท่านอาจารย์กัน?" เซียนจื่อเวยที่ยืนอยู่ด้านหลังสะท้านเฮือก หัวใจเต้นรำรัวผิดจังหวะ นางถลึงตาใส่แผ่นหลังกว้างของศิษย์รับใช้ผู้นี้ทันที ทว่าความรู้สึกในอกกลับมิใช่ความโกรธเกรี้ยว... หากแต่เป็นความระทึกใจอย่างประหลาดที่กำลังแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วร่าง ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งรักอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีขอคารวะรี้ดเดอร์ทุกท่านจากใจค่ะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%