พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 7

ท้าทายกฎสำนัก

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
เสียงคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนปฐพี ดุจเสียงอสนีบาตฟาดผ่ากลางจิตวิญญาณ เงาสัตว์อสูรขนาดยักษ์ที่มีดวงตาสีแดงฉานแปดคู่แผ่ไอสังหารสีโลหิตแผดเผาบรรยากาศรอบกายจนบิดเบี้ยว เยี่ยเฉินหาได้ถอยร่นไม่ สัญชาตญาณแห่งมหาเทพผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนขับเคลื่อนร่างของเขาให้พุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้า ดึงเอาพลังปราณแท้จริงสายสุดท้ายในตันเถียนระเบิดออกเป็นม่านโล่สีทองอร่ามปกป้องเซียนจื่อเวยไว้ในอาณาเขตทันที “อาจารย์... ถอยไปก้าวหนึ่ง!” น้ำเสียงของเยี่ยเฉินทุ้มต่ำและเด็ดเดี่ยว แม้ลมหายใจจะติดขัดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่ข้างลำตัว ทว่าแววตากลับคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก เซียนจื่อเวยนัยน์ตาเบิกกว้างเล็กน้อยยามที่เงาร่างกำยำของศิษย์หนุ่มบังเกิดกำแพงมนุษย์ปกป้องนางไว้ นางสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากแผ่นหลังของเขา ท่ามกลางลมหายใจเย็นยะเยือกของความตาย นางเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดผู้คุมกฎแห่งสำนักเมฆาอัคคี เหตุไฉนจึงต้องให้เด็กหนุ่มผู้หนึ่งมาปกป้อง? ทว่ายามนี้นางกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขัดขืน ปราณพิษจากไข่อสูรซึมซาบเข้าสู่เส้นชีพจรจนทั่วร่าง หนทางเดียวคือต้องพึ่งพาพลังที่นางไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นจากเขา *เปรี้ยง!* กรงเล็บมหึมาของเงาสัตว์อสูรตะปบลงบนโล่ปราณทองคำจนเกิดประกายไฟสว่างวาบดุจดวงอาทิตย์แหลกสลาย แรงปะทะสะท้านสะเทือนจนกระอักเลือดทั้งคู่ เยี่ยเฉินกัดฟันกรอด รสชาติคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก เขาแผดเสียงคำรามลั่น ประสานมือใช้อักขระโบราณที่หลงเหลือในความทรงจำแห่งบรรพกาลกดทับลงบนดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น “ผนึกมาร... สยบฟ้าดิน!” แสงสีทองเจิดจ้าตวัดเป็นโซ่อักขระตรึงร่างเงาอสูรให้สลายกลายเป็นละอองแสงสีโลหิตท่ามกลางความเงียบงัน ไข่อสูรที่เคยบ้าคลั่งพลันสงบลง เหลือเพียงไอหมอกจางๆ ลอยอวลอยู่บนพื้นหินผาที่แตกละเอียด เยี่ยเฉินทรุดฮวบลงคุกเข่า มือข้างหนึ่งยันกระบี่ไว้กับพื้น หอบหายใจหนักหน่วง หยาดเหงื่อและเลือดไหลโทรมกายจนอาภรณ์สีขาวชุ่มโชก เซียนจื่อเวยรีบยันกายลุกขึ้น แม้ใบหน้าจะยังคงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ทว่าแววตากลับไหววูบ นางเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกมาแตะที่ชีพจรของเขา สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนของลมปราณที่เกือบจะแหลกสลาย ทว่าดวงจิตของเขากลับมั่นคงยิ่งกว่าหินผา “เจ้า... รนหาที่ตายหรืออย่างไร” สุ้มเสียงของนางเย็นชา ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว “หากข้าไม่ทำเช่นนั้น... ผู้ที่จะตายคือท่าน” เยี่ยเฉินเงยหน้าขึ้นสบตา นาง ปรอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยันโชคชะตา “ศิษย์เพียงทำหน้าที่ของศิษย์… หรือว่าสำนักเมฆาอัคคีแห่งนี้ มีกฎห้ามศิษย์ปกป้องอาจารย์ด้วยเล่า?” เซียนจื่อเวยชะงักงัน ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น นางดึงมือกลับ สะบัดแขนเสื้อซ่อนความหวั่นไหว “วาจาบังอาจ! เจ้าบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ยังมีแก่ใจมาต่อล้อต่อเถียงข้า กลับไปรักษาตัวที่เรือนพักเสียเถอะ เรื่องหอคัมภีร์ลับ... ตัดใจเสียเถอะ เจ้ายังไม่พร้อม” คำว่า ‘ตัดใจ’ ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของบรรดาศิษย์ที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่รอบบริเวณ หอคัมภีร์ลับแห่งสำนักเมฆาอัคคี เป็นสถานที่เก็บรวบรวมเคล็ดวิชาบรรพกาลและโอสถอมตะ ผู้ใดได้ครอบครองย่อมก้าวสู่จุดสูงสุดแห่งยุทธภพได้อย่างง่ายดาย สิทธิ์ในการเข้าย่อมตกเป็นของศิษย์อันดับหนึ่ง ‘หลี่เทียนเฉิง’ มาโดยตลอดอย่างไร้ข้อกังขา ทว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานประลองยุทธ์เบื้องหน้าตำหนักใหญ่ ธงประลองสีนิลโบกสะบัดท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บ เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์นับพันชีวิตยืนล้อมรอบด้วยความเงียบงัน เยี่ยเฉินในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดไร้รอยเปื้อน แม้ร่องรอยบาดแผลจากเมื่อวานจะยังไม่หายสนิท ทว่าท่าทีของเขากลับสง่างามเยือกเย็นดุจเทพเซียนลงมาจุติ เขาก้าวขึ้นสู่ลานประลองทีละก้าวอย่างมั่นคง สายตากวาดมองไปยังเบื้องบน ที่ซึ่งเซียนจื่อเวยนั่งประทับอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยใบหน้าเรียบเฉยราดรดด้วยน้ำแข็ง “เยี่ยเฉิน... เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงท้าประลองกับศิษย์พี่ใหญ่!” เสียงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวของศิษย์สายในดังขึ้น ร่างของหลี่เทียนเฉิง ศิษย์อันดับหนึ่งผู้ถือครองกระบี่เพลิงเมฆา ก้าวขึ้นสู่ลานประลองด้วยฝีเท้าหนักแน่นและทรงพลัง รัศมีปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจนอากาศรอบตัวสั่นระริก เขามองเยี่ยเฉินด้วยสายตารังเกียจและดูแคลน ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง “ไอ้ศิษย์น้องไร้ค่า เจ้าคงใช้เล่ห์กลอันใดจึงรอดชีวิตมาจากถ้ำอสูรได้ ทว่าคิดจะอาจหาญมาแย่งชิงสิทธิ์เข้าหอคัมภีร์ลับจากข้า เจ้าคงเบื่อชีวิตที่จะหายใจบนโลกนี้แล้วกระมัง” หลี่เทียนเฉิงหัวroยเยาะ ชักกระบี่เพลิงเมฆาออกจากฝัก เปลวเพลิงสีชาดลุกโชนขึ้นแผดเผาความหนาวเย็นรอบกายให้มลายหายไปในพริบตา เยี่ยเฉินไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน เขายังคงยืนเอามือไขว้หลัง รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปาก ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจน้ำแข็งพันปี “กระบี่ในมือของเจ้า... คมกล้าพอกลืนกินฟ้าดินจริงหรือ? หลี่เทียนเฉิน เจ้าเก่งกาจเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องหวาดกลัวการประลองกับศิษย์น้องที่เจ้ารังเกียจนักเล่า” “ปากดีนัก! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเป็นเช่นไร!” หลี่เทียนเฉิงคำรามลั่น พุ่งทะยานเข้าหาด้วยความเร็วราวดั่งสายฟ้าฟาด กระบี่เพลิงเมฆาตวัดเป็นวงโค้ง ปราณกระบี่อัคคีแผดเผารairให้กลายเป็นจุล พุ่งตรงเข้าหาจุดตายของเยี่ยเฉินในกระบวนท่าเดียว! เสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงมไปทั่วลานประลอง หลายคนเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจทนดูภาพศิษย์น้องผู้อ่อนแอถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทว่าเซียนจื่อเวยที่นั่งอยู่เบื้องบนกลับไม่ขยับเขยื้อน นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องร่างที่ยืนนิ่งของเยี่ยเฉินไม่วางตา นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง... พลังงานลึกลับที่สงบนิ่งดุจห้วงมหาสมุทรเบื้องลึกกำลังตื่นขึ้น ในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่อัคคีพุ่งเข้ามาห่างจากหน้าผากเพียงไม่กี่ชุลี เยี่ยเฉินพลันขยับ! เขาก้าวเท้าหลบอย่างงดงามราวกับสายลมพัดผ่าน ปลายนิ้วเรียวยาวดีดลงบนตัวกระบี่เพลิงเมฆาเบาๆ เสียงกังวานใสดุจระฆังเงินดังขึ้นสะท้อนก้องฟ้า แรงสะท้อนอันมหาศาลทำให้หลี่เทียนเฉินถึงกับกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง เยี่ยเฉินค่อยๆ ชักกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาเล่มหนึ่งออกจากข้างเอว รัศมีปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา เมฆฝนดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สายฟ้าคำรามกึกก้องรับทัณฑ์สวรรค์! “กฎสำนักระบุไว้ว่า... ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้กุมสิทธิ์” เยี่ยเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขา แววตาดุดันราวมหาเทพผู้พิพากษา “วันนี้ ข้าเยี่ยเฉิน... จะท้าทายกฎข้อนี้ด้วยกระบวนท่าเดียว!” ทันใดนั้นเอง ม่านฟ้าเบื้องบนก็แยกออกเป็นสองส่วน เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นบนยอดเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาททุกผู้คน... *หลบมุมมาส่งกำลังใจให้รี้ดเดอร์ทุกท่านด้วยความรักและคิดถึงจากใจ หลิวเยี่ยนซี ค่ะ*
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%