กลิ่นอายโลหิตและไอทมิฬคละคลุ้งหนาทึบจนแทบจะกลายเป็นเนื้อหนังที่สัมผัสได้ ณ ดินแดนรกร้างบูรพา ซึ่งบัดนี้แปรสภาพเป็นอาณาจักรแห่งความตายภายใต้การปกครองของ ‘มู่หรงอวี้’ ศัตรูเก่าผู้เคยร่วมสำนัก ทว่ายามนี้กลับสลัดคราบมนุษย์ ก้าวเข้าสู่เส้นทางมารจนจิตวิญญาณแปดเปื้อนดำมืด
เยี่ยเฉินยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ปลายเท้าเหยียบบนคราบอักขระโบราณที่แหลกสลาย ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของเขาตัดกับความอัปยศอดสูของภูมิทัศน์เบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมกราบดุจใบกระบี่หอคอยทอประกายลุ่มลึก ยามเมื่อทอดมองไปยังมหานครแห่งความมืดที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มารร้ายผู้นั้นไม่ได้ซ่อนตัวอยู่หลังค่ายกลใดๆ หากแต่จงใจเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนด้วยเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
“ฮ่าๆๆๆ... เยี่ยเฉิน! เจ้ายังกล้าเหยียบย่างมายังดินแดนแห่งนี้อีกหรือ? นึกว่าสุนัขจนตรอกเช่นเจ้าจะหลบมุมเลียแผลอยู่ที่หุบเขาไร้ลักษณ์เสียอีก!”
เสียงนั้นดังก้องมาจากใจกลางตำหนักกระดูกดำ ร่างของมู่หรงอวี้ปรากฏขึ้นบนยอดหอคอย กล้ามเนื้อทั่วร่างปูดโปนด้วยเส้นโลหิตสีดำทมิฬ ไอพลังมารระดับบรรพกาลแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก เขาในยามนี้ไม่ใช่ศิษย์ร่วมสำนักที่เยี่ยเฉินเคยประมือด้วยเมื่อร้อยปีก่อนอีกต่อไป หากแต่เป็นสัตว์ประหลาดที่กลืนกินวิญญาณมนุษย์นับล้านเพื่อหล่อเลี้ยงตบะของตนเอง
เยี่ยเฉินมิได้โต้ตอบทันที เขายกมือขึ้นปัดเศษฝุ่นละอองบนไหล่เบาๆ ท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้ในยามอัสดง มากกว่าการเผชิญหน้ากับจอมมารผู้ครองดินแดน ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากตัวเขานี่เองที่สร้างความกดดันให้มู่หรงอวี้หุบยิ้มลงทีละน้อย
“ความแค้นเมื่อร้อยปีก่อน ข้ายังจำได้ทุกรอยแผลที่เจ้าฝากไว้บนหลังม้าศิษย์พี่หญิง” เยี่ยเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลังจนกดขี่เสียงคำรามของไอทมิฬให้สงบลงได้ “แต่วันนี้ สิ่งที่น่าสมเพชยิ่งกว่ารอยแผลเหล่านั้น คือการที่เจ้า... ยอมจำนนต่อพลังมารชั้นต่ำ เพื่อแลกกับอายุขัยที่สั้นลงครึ่งกิียรติภูมิ”
“ปากดีนัก!” มู่หรงอวี้คำรามลั่น ดวงตาสดสีเลือดเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว กระบี่กระดูกมารในมือพลแผ่รังสีอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมฆทมิฬรวมตัวกันเป็นรูปอสูรสามเศียรอ้าปากกว้างเตรียมกลืนกินสรรพชีวิต “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หรือไง? ในดินแดนแห่งนี้ ข้าคือผู้บัญชาสวรรค์และนรก! ตายเสียเถอะ!”
พริบตานั้นเอง อากาศรอบกายพลันแข็งค้าง!
ก่อนที่กระบี่กระดูกจะตวัดลงมา ร่างระหงในชุดคลุมสีม่วงเข้มราวกับภาพวาดเซียนก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเยี่ยเฉินอย่างไร้ร่องรอย ‘เซียนจื่อเวย’ นางใช้มือเรียวดุจหยกขาววาดผ่านอากาศเบื้องหน้าช้าๆ กระบี่วิเศษ ‘เหมันต์นิรันดร์’ ในฝักสั่นระริกส่งเสียงร้องคำรามดุจพญาหงส์ ทว่านางมิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เพียงแค่ใช้วิถีลมปราณต้านรับแรงกดดันจากอสูรสามเศียรไว้ได้ด้วยมือเปล่า!
เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณ ใบหน้างดงามไร้ที่ติเย็นชาจนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัว นางปรายตามองศัตรูเบื้องหน้าด้วยแววตาดุจน้ำแข็งพันปี ที่ซ่อนเร้นไว้ด้วยประกายสังหารอันคมกริบ
“มู่หรงอวี้... สำนักวิหคสวรรค์ของข้า เคยขับไล่เจ้าออกไปเพราะเจ้าไร้คุณธรรม บัดนี้เจ้ายังกล้าใช้เล่ห์เพทุบายสกปรกมาแตะต้องคนของข้าอีกหรือ?” น้ำเสียงของเซียนจื่อเวยราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกถึงกระดูกดำ นางก้าวเท้าออกมาข้าง Lหนึ่ง กดดันให้ไอทมิฬที่แผ่ซ่านมาร่นถอยกลับไปสามชุ่นด้วยพลังปราณบริสุทธิ์
มู่หรงอวี้ชะงักไปเล็กน้อยยามเมื่อสบตากับนาง แม้จะบรรลุตบะมารระดับสูงแล้ว แต่สัญชาตญาณดิบภายในร่างยังคงหวาดกลัวกลิ่นอายของกระบี่เหมันต์นิรันดร์ “เซียนจื่อเวย... เจ้าอาจารย์ผู้สูงส่ง เหตุใดจึงต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เพื่อไอ้สารเลวผู้นี้? มันหลอกใช้เจ้า!”
“หุบปาก!” เยี่ยเฉินกล่าวแทรกขึ้นทันที รอยยิ้มอ่อนน้อมบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความดุดันเย็นชาที่แม้แต่เซียนจื่อเวยยังต้องเหลือบมอง “เจ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยนามนาง... และไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจอยู่ในผืนแผ่นดินนี้อีกต่อไป”
สิ้นเสียงของเยี่ยเฉิน ท้องฟ้าเบื้องบนพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศ สะท้อนแสงเจิดจ้าขับไล่ไอทมิฬให้แตกกระเจิงในพริบตา นี่คือค่ายกลสะท้อนวิญญาณที่เขาแอบวางไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในดินแดนแห่งนี้!
มู่หรงอวี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองตกอยู่ในหลุมพรางที่ล้ำลึกยิ่งกว่าที่คาดคิด “เจ้า... เจ้าตั้งใจล่อให้ข้าแสดงพลังทั้งหมดออกมาตั้งแต่แรก!”
“ถูกเผง” เยี่ยเฉินยิ้มเยาะ มือขวาแบออก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์นับพันเล่มพุ่งออกจากพื้นดิน ล้อมรอบร่างของจอมมารไว้ทุกทิศทาง “แต่น่าเสียดาย ที่เจ้าตระหนักรู้ช้าเกินไป”
ทว่า ในวินาทีที่กระบี่ไร้ลักษณ์กำลังจะพุ่งทะลวงร่างของมู่หรงอวี้เพื่อปิดฉากความแค้นร้อยปี พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว เสียงคำรามต่ำลึกราวกับเสียงของสัตว์อสูรบรรพกาลจากใต้พิภพดังขึ้น พร้อมกับเงาสร้อยคอสีดำสนิทที่พุ่งทะลุขึ้นมาจากอกของมู่หรงอวี้
ดวงตาของมู่หรงอวี้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้แววตา ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนฉีกกระชากชุดเกราะมารออกเป็นชิ้นๆ เสียงหัวเราะที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงของเขาอีกต่อไป แต่เป็นเสียงประสานกันของวิญญาณนับพันที่ถูกกักขัง!
“ระวัง!” เซียนจื่อเวยอุทานเบาๆ พร้อมกับคว้าแขนเสื้อของเยี่ยเฉินถอยหลังสามก้าว กระบี่เหมันต์นิรันดร์หลุดออกจากฝักครึ่งหนึ่งด้วยตัวมันเอง แสงสีฟ้าครามสว่างวาบตัดกับความมืดมิด
เหนือร่างที่กลายสภาพเป็นอสูรเงาของมู่หรงอวี้ บุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองปักลายวิหคเพลิงปรากฏกายขึ้นบนยอดตำหนักอย่างเงียบเชียบ มือข้างหนึ่งถือป้ายคำสั่งโบราณที่สลักชื่อต้องห้าม... ซึ่งเป็นชื่อของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเซียนที่ควรจะดับสูญไปเมื่อสามร้อยปีก่อน!
“เยี่ยเฉิน... จื่อเวย... พวกเจ้าคิดว่ากำจัดมารร้ายตัวปลอมนี้ได้แล้ว จะรอดออกไปจากค่ายกลผนึกสวรรค์ของข้าได้เช่นนั้นหรือ?” เสียงแหบพร่าลึกลับดังขึ้น พร้อมกับป้ายคำสั่งในมือที่สطสว่างวาบ ปิดผนึกเส้นทางหลบหนีทั้งหมดในพริบตา!
--------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและส่งกำลังใจให้ "หลิวเยี่ยนซี" เสมอมานะคะ ตอนหน้าเดิมพันชีวิตและหัวใจกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วค่ะ!
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 25
การเผชิญหน้ากับต้นเหตุ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!