โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายนิ้วเรียวยาว กระทบลงบนแผ่นหยกสลักอักขระโบราณจนเกิดเสียงดังก้องกังวานคล้ายเสียงระฆังแห่งความตาย ภายในห้องลับอัสดงที่ห้อมล้อมด้วยค่ายกลสกัดมาร เยี่ยเฉินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาเย็นเยียบ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ลมหายใจของเขาติดขัดและปั่นป่วน ราวกับมีกระแสพลังหยินหยางนับหมื่นสายกำลังฉีกกระชากเส้นชีพจรของเขาจากภายใน
ภาพเหตุการณ์เมื่อหนึ่งพันปีก่อนย้อนกลับมาทับถมในห้วงนึกอย่างไม่ปรานี
เปลวเพลิงสีนิลที่เผาผลาญร่างของสหายร่วมสาบาน เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด และรอยยิ้มเย้ยหยันของมหาเทพผู้ทรยศ ทุกสิ่งทุกอย่างบิดเบี้ยวกลายเป็นภาพหลอนที่กัดกินจิตวิญญาณ ความแค้นฝังรากลึกที่เขาพยายามกดขี่ข่มเหงเอาไว้ด้วยการบำเพ็ญเพียรมานานนับร้อยปีบัดนี้กลับตื่นตัวขึ้นราวกับสัตว์ป่าที่หลุดจากกรงขัง มันแผดเผาจิตสำนึกของเขาให้ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความมืดมิด จนพลังปราณในตันtian (ตันเถียน) แปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่งที่พร้อมจะระเบิดร่างของเขาให้แหลกสลายเป็นจุลได้ทุกเมื่อ
"อึก..."
เยี่ยเฉินครางต่ำในลำคอ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกฝังลงไปในเนื้อ เลือดสดๆ ไหลรินอาบฝ่ามือแต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับไฟแห่งความแค้นที่กำลังแผดเผาหัวใจ
ทันใดนั้น ประตูหินหนักอึ้งก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่ก้าวเข้ามาด้วยความเร่งร้อน
เซียนจื่อเวยหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเขา ดวงตางามลึกล้ำดั่งห้วงมหาสนุกบัดนี้ฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันบ้าคลั่งและกลิ่นอายมารที่ทะลักออกมาจากร่างของชายหนุ่ม
"เยี่ยเฉิน! ท่านกำลังทำอะไรอยู่? หยุดโคจรพลังเดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงเย็นชาที่เคยราบเรียบมาตลอดกลับสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยคำ นางก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่เกรงกลัวอันตรายจากค่ายกลที่กำลังวิปริต ยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปหมายจะแตะลงที่ไหล่ของเขาเพื่อถ่าย
"ถอยไป!"
เยี่ยเฉินคำรามลั่น นัยน์ตาที่ลืมขึ้นมาไม่ใช่สีดำสนิทดั่งเช่นวันวาน หากแต่แฝงไปด้วยประกายสีแดงฉานน่ากลัว รัศมีพลังกดดันระดับมหาเทพถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้การควบคุม พัดพาร่างของเซียนจื่อเวยถอยหลังไปหลายก้าว นางต้องใช้กระบี่คู่กายปักลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้มลง
บรรยากาศภายในห้องลับตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ สายตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย เยี่ยเฉินในยามนี้ราวกับไม่ใช่บุรุษผู้สุขุมนุ่มลึกคนเดิม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโกรธเกรี้ยว และความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย่อหยิ่ง
"ข้าบอกให้เจ้าถอยไป... จื่อเวย" เยี่ยเฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมาน "ปีศาจในใจข้า... มันกำลังจะกลืนกินข้า หากเจ้ายังดื้อดึงเข้าใกล้ข้าอีกก้าวเดียว ข้าอาจจะ... ควบคุมตัวเองไม่ได้ และลงมือฆ่าเจ้าเสียเอง"
เซียนจื่อเวยเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว นางไม่ถอยหนี กลับก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเขาอีกครั้งอย่างแน่วแน่ แม้กระแสลมปราณรอบตัวเยี่ยเฉินจะกรีดแทื้ออาภรณ์และผิวเนื้อของนางจนเกิดรอยแผลเล็กๆ เลือดสีแดงสดซึมผ่านเนื้อผ้าสีขาว แต่นางหาได้ใส่ใจไม่
นางย่อกายลงเบื้องหน้าเขา เอื้อมมือทั้งสองข้างประคองใบหน้าคมคายที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเอาไว้มั่น สัมผัสจากปลายนิ้วอันเย็นเยียบของนางเปรียบเสมือนสายน้ำทิพย์ที่ค่อยๆ ชโลมลงบนเปลวเพลิงแห่งความแค้นในจิตใจของชายหนุ่ม
"ท่านหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอก..." เซียนจื่อเวยกล่าวแผ่วเบา ทว่าน้ำเสียงนั้นหนักแน่นและเปี่ยมด้วยพลังแห่งความรักอันลึกซึ้ง "เยี่ยเฉินผู้เย่อหยิ่งและเย็นชา ผู้นำพาส่วนเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณข้าข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์มาด้วยกัน เหตุใดในยามนี้ท่านจึงคิดจะแบกรับความแค้นนับพันปีไว้เพียงลำพังเล่า?"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของเยี่ยเฉิน ความแข็งกร้าวในแววตาสั่นคลอน เปลวเพลิงสีนิลในกายเริ่มสงบลงทีละน้อย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของหญิงสาวซึมซาบเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานานแสนนาน ทำให้เขารู้สึกถึงความมีตัวตนขึ้นมาอีกครั้ง
เยี่ยเฉินหลับตาลงช้าๆ หอบหายใจถี่กระชั้น ร่างกายที่เกร็งเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาซบหน้าผากลงกับลาดไหล่บอบบางของนาง สูดดมกลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยหนันเหมันต์ที่ช่วยปัดเป่าภาพหลอนอันน่ากลัวออกไปจนหมดสิ้น
"ข้ากลัว..." เสียงกระซิบของอดีตมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่สั่นเครือเล็กน้อย เต็มไปด้วยความเปราะบางที่ไม่มีใครเคยได้เห็น "ข้ากลัวว่า... ข้าจะปกป้องเจ้าไม่ได้เหมือนในอดีต ข้ากลัวว่าความแค้นนี้จะทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่งไปอีกครั้ง..."
เซียนจื่อเวยยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีดำขลับของเขาอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากงาม แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม แต่นางหาได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้เราต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต... ข้าก็จะเคียงข้างสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน หายนะจากรอยแยกมิตินั้นกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว เยี่ยเฉิน... ถึงเวลาที่ท่านต้องเลือกระหว่างจมดิ่งอยู่กับอดีต หรือลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องปัจจุบัน"
ทว่า ในวินาทีที่เยี่ยเฉินกำลังจะเอ่ยคำตอบเพื่อยืนยันความตั้งใจของตนเองนั้นเอง...
ก ริ๊ ง — !
เสียงกระดิ่งสำริดโบราณที่แขวนไว้หน้าตำหนักเมฆาซึ่งใช้เตือนภัยระดับสูงสุด จู่ๆ ก็ดังขึ้นก้องกังวานเสียดแก้วหู โดยไม่มีผู้ใดไปแตะต้องมัน ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนมหาศาลที่ทำให้พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาวราวกับใยแมงมุม
เซียนจื่อเวยสะดุ้งสุดตัว นางผละออกจากร่างของเยี่ยเฉินอย่างรวดเร็ว หันขวับไปมองยังทิศทางของประตูห้องลับที่บัดนี้ถูกย้อมด้วยแสงสีเลือดฉาน
เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่าจากท้องนภานอกตำหนักดังสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับกลิ่นอายมารอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักซานชิงในชั่วพริบตา และก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว... ม่านพลังคุ้มกันสำนักร้อยชั้นที่บรรพจารย์รุ่นก่อนสร้างไว้ด้วยชีวิตก็แตกสลายลงราวกับกระจกที่ถูกทุบด้วยค้อนยักษ์!
ในความมืดมิดเหนือยอดเขาหลัก เงาร่างสีดำทมิฬนับพันกำลังเคลื่อนตัวผ่านรอยแยกมิติที่ฉีกขาดออกจากกันอย่างน่ากลัว และตรงใจกลางของเงาร่างเหล่านั้น มีดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งกำลังจ้องมองตรงมายังห้องลับที่พวกเขากำลังยืนอยู่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องในหัวของเยี่ยเฉินและเซียนจื่อเวยอย่างชัดเจน
*"พบกันเสียที... ศิษย์รักของข้า..."*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หลิวเยี่ยนซีมา ณ ที่นี้นะคะ
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 20
รอยร้าวในจิตใจ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!