คราบโลหิตบนคมกระบี่ไร้ลักษณ์ยังไม่ทันแห้งสนิท ไอร้อนจากค่ายกลเพลิงผลาญสวรรค์เบื้องล่างก็แผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
"พบกันเสียที... ศิษย์รักของข้า..."
สุ้มเสียงนั้นแหบพร่า ทว่ากังวานลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ เซียนจื่อเวยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาเมฆา ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและหยาดโลหิตสีชาด นางมิได้สะท้านสะเทือนต่อความตายที่รายล้อมอยู่รอบกาย หากแต่ดวงตาคู่คมกลับจับจ้องไปยังร่างของบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า—เยี่ยเฉิน อดีตมหาเทพผู้ถูกทรยศโดยสวรรค์เก้าชั้นฟ้า บัดนี้เขากลับมาแล้ว พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่แฝงไว้ด้วยความร้าวรานล้ำลึก
ระยะห่างระหว่างอาจารย์และศิษย์ที่เคยถูกคั่นกลางด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของสำนักกระบี่ดารา บัดนี้กลับถูกแผดเผาจนมลายสิ้นด้วยเปลวเพลิงแห่งสงครามล้างผลาญ
เยี่ยเฉินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณเทพโบราณที่กดทับลงมาจนลมหายใจติดขัด ทว่าเขากลับหยุดยืนห่างเพียงแค่เอื้อมมือ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นทอดมองนางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งตัดพ้อ ทั้งโหยหา และในขณะเดียวกันก็เด็ดเดี่ยวราวกำแพงเหล็ก
"ท่านอาจารย์..." เยี่ยเฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาเจือแววเย้ยหยันในโชคชะตา "เก้าปีที่ข้าต้องทนทุกข์ทรมานในหุบเหวอเวจี ท่องจำทุกคำสั่งสอนที่ท่านเคยพร่ำบอกให้ข้าเป็นผู้ทรงคุณธรรม... น่าขันนัก สุดท้ายแล้วคุณธรรมที่ท่านยึดถือ ก็ไม่ต่างอะไรกับโซ่ตรวนที่ใช้ล่ามข้าไว้ให้รอวันตาย"
จื่อเวยเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง นางอยากจะปฏิเสธ อยากจะเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในแววตานั้น ทว่าฐานะเจ้าสำนักและหน้าที่ในการปกป้องโลกบำเพ็ญเพียรกลับรัดรึงลำคอของนางไว้จนไร้สุ้มเสียง
"ถ้าข้าไม่ทำเช่นนั้น... เจ้าก็คงไม่รอดพ้นจากทัณฑ์สวรรค์..." จื่อเวยกล่าวในที่สุด น้ำเสียงของนางสั่นระริกเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งตลอดชีวิตการเป็นเซียนผู้เย็นชาของนาง
เยี่ยเฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความแค้น "รอดหรือ? ท่านเรียกว่าการมีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งวิญญาณเช่นนี้ว่าความรอดกระนั้นหรือ? จื่อเวย... ท่านมองข้าเป็นอะไรกันแน่? ศิษย์ผู้กตัญญู... หรือหมากตัวหนึ่งที่จะใช้ค้ำจุนบัลลังก์เซียนของท่าน?"
สิ้นคำพูดนั้น ลมปราณรอบกายของเขาก็ระเบิดออกจนเศษหินผาแตกละเอียดเป็นผุยผง แรงกดดันมหาศาลทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง ทว่าไม่มีรังจิตสังหารุ่งโรจน์พุ่งเข้าหานาง มีเพียงความเวิ้งว้างอันว่างเปล่าที่บาดลึกยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในใต้หล้า
จื่อเวยหลับตาลงชั่วพริบตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของนางก็กลับมาแน่วแน่มั่นคงดั่งหินผา นางก้าวเข้าไปประชิดเขาโดยไม่เกรงกลัวคมกระบี่ที่ยังคงปล่อยไอสังหาร มือเรียวบางเอื้อมออกไปสัมผัสแก้มสากที่มีรอยแผลเป็นจากสนามรบของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนนี้ทำให้เยี่ยเฉินชะงักงัน ร่างกายที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วขณะอย่างไม่อาจควบคุม
"ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นหมาก..." จื่อเวยกระซิบแผ่วเบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งพันธสัญญาโลหิต "ตั้งแต่แรกจนถึงวินาทีนี้... เจ้าคือคนเดียวที่สลักลึกลงในดวงจิตของข้า เยี่ยเฉิน สงครามเบื้องหน้านี้อาจทำให้พวกเราต้องดับสูญ แผ่นดินเซียนอาจจะล่มสลายในชั่วข้ามคืน... แต่จงจำไว้ หากฟ้าดินไม่อาจเมตตาพวกเรา ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ เป็นผู้ตัดขาดเส้นด้ายแห่งลิขิตสวรรค์ด้วยตนเอง"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของอดีตมหาเทพ เยี่ยเฉินเบิกตากว้างเล็กน้อย เขาเห็นเงาของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยที่ฉายประกายเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน ความเย็นชาที่สะสมมานานนับปีละลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความโหยหาอันบ้าคลั่งที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้สัญชาตญาณดิบของบุรุษผู้พยศต่อฟ้าดิน
มือหนาคว้าเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างแรงจนแทบจมหายไปในอ้อมอก แรงปะทะนั้นหนักหน่วงแต่เต็มไปด้วยความโหยหาอันล้ำลึก จื่อเวยมิได้ขัดขืน นางปล่อยให้ตนเองจมดิ่งลงสู่อ้อมกอดที่นางโหยหามาตลอดกาลเวลาอันยาวนาน ริมฝีปากของเยี่ยเฉินโน้มลงมาประทับบนหน้าผากเนียนอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเลื่อนลงมาซบที่ลาดไหล่ของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดต้นคอระหงท่ามกลางกลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นดอกท้อป่าที่โชยมาตามลม
"หากนี่คือการเดิมพันครั้งสุดท้าย..." เยี่ยเฉินกระซิบชิดริมหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง "ข้าจะยอมเป็นปีศาจที่ล้างผลาญทั้งสามภพ ขอเพียงแค่... ในยามที่โลกใบนี้ดับสลาย มือของข้ายังคงได้กุมมือของท่านไว้"
"อืม..." จื่อเวยพยักหน้ารับเบาๆ นางซบหน้าลงกับอกแผ่นกว้าง ฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรำไปพร้อมกับจังหวะของสงครามที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที
ใต้ต้นท้อโบราณที่ยืนต้นตายซากท่ามกลางเถ้าธุลีของสนามรบ กลีบดอกสีชมพูจางกลีบสุดท้ายร่วงหล่นลงมาแตะบ่าของทั้งสอง ราวกับพยานรักบทสุดท้ายก่อนที่มหาสงครามแห่งยุคสมัยจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันเปราะบางโอบอุ้มหัวใจของทั้งสองไว้ เสียงคำรามกึกก้องราวกับเสียงคำรามของมังกรทองก็ดังสนั่นมาจากฟากฟ้าเบื้องบน เมฆหมอกสีดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันเป็นรูปเกลียวพายุขนาดมหึมา แสงสีทองสว่างวาบผ่าทะลวงลงมาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับเงาร่างนับพันของกองทัพเทพสวรรค์ที่ปรากฏตัวขึ้นปิดล้อมทุกเส้นทางหนี!
และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้นำทัพเทพเบื้องหน้านั้น กลับถือกระบี่วิเศษที่สลักลวดลายคุ้นตา... กระบี่ที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของแดนเทพเมื่อเก้าปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจแข็งสู้ไปพร้อมกับความรักอันพยศนี้ด้วยกันนะคะ
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 21
คำสัญญาใต้ต้นท้อ
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!