โลหิตสีชาดมิได้ร่วงหล่นดั่งหยาดฝน แต่มันพรั่งพรูลงมาดั่งสายธารแห่งความวิปโยค
ท้องนภเหนือยอดเขาเทียนซานยามนี้มิหลงเหลือความสงบงามแห่งดินแดนเซียนอีกต่อไป เมฆหมอกสีขาวบริสุทธิ์ที่เคยโอบกอดสำนักมานับพันปีถูกแผดเผาจนกลายเป็นสีทมิฬดั่งถ่านไฟ ม่านพลังคุ้มกันเก้าชั้นฟ้าส่งเสียงกรีดร้องราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลาย แรงกดดันมหาศาลจากกองทัพมารนับแสนชีวิตที่ปิดล้อมเชิงเขา กดทับจนศิษย์รุ่นเยาว์หลายคนกระร่วงลงคุกเข่ากับพื้นกระเบื้องหินหยก กระอักโลหิตออกมาคำโตด้วยความตื่นตระหนก
"ตั้งค่ายกลวิหคเพลิงสวรรค์! ห้ามผู้ใดถอยเด็ดขาด!"
เสียงประกาศกร้าวที่กังวานและเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาสูงดังขึ้น เซียนจื่อเวยยืนหยัดอยู่บนแท่นบูชาสูงสุดของสำนัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวสะบัดตามแรงพายุหมุนวนของปราณกระบี่ที่แผ่พุ่งออกมาจากร่าง ใบหน้ารูปไข่นั้นงดงามราวภาพวาดทว่าไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาดั่งหงส์หางตาเฉี่ยวคมกริบมองตรงไปยังเบื้องล่างด้วยประกายตาดุดันและเด็ดเดี่ยว ในมือเรียวบางกำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เบื้องหน้าของนางคือมหาสงครามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กองทัพมารนับแสนตนแผ่ซ่านไอทมิฬปกคลุมทั่วผืนป่า ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบมิใช่จำนวนของศัตรู หากแต่เป็นเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าของกองทัพมาร...
เงาร่างของบุรุษในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายอสูร ทว่าแววตาคู่นั้นกลับว่างเปล่าและเย็นชาไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
เยี่ยเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ยืนอยู่เบื้องหลังนางเพียงครึ่งก้าว สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังผู้นำทัพเบื้องล่าง รอยยิ้มอ่อนน้อมที่มักประดับอยู่บนมุมปากเสมอตอนนี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความสุขุมลึกล้ำดั่งห้วงมหาสนทร์ที่ซ่อนคลื่นพายุ
"ช่างน่าขันนัก..." เยี่ยเฉินเอמהแผ่วเบา น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังทว่ากลับเสียดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง "ใช้กระบี่ของแดนเทพ มาสังหารผู้พิทักษ์แห่งแดนเซียน ช่างเป็นบทละครที่หลงยุคเสียจริง"
"ท่านรู้ตัวตนของมันแล้วใช่หรือไม่?" เซียนจื่อเวยเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากเบื้องล่าง น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยยามเมื่อความจริงเริ่มปรากฏชัดเจน
"กระบี่เล่มนั้น... 'จันทร์เสี้ยวพิสุทธิ์' คืออาวุธคู่กายของแม่ทัพสวรรค์ผู้ล่วงลับเมื่อเก้าปีก่อน" เยี่ยเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาฉายแววเย้ยหยันฟ้าดิน "มิใช่เพียงแค่กระบี่ที่หลงเหลือ แต่แม้แต่จิตวิญญาณของเขา ก็ถูกพวกมันชำระล้างและบงการให้กลายเป็นสุนัขรับใช้แล้ว"
ฉับพลันนั้น ผู้นำทัพเบื้องล่างก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสนธยาคู่นั้นไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ เปลวเพลิงสีดำสนิทลุกโชนขึ้นจากฝ่ามือที่ถือกระบี่วิเศษ ก่อนที่เขาจะเหวี่ยงคมกระบี่ขึ้นฟ้า คลื่นพลังทำลายล้างสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาราวกับมังกรเพลิงทมิฬ ซัดกระหน่ำใส่ม่านพลังคุ้มกันของสำนักจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว!
*เปรี้ยง! เปริม!*
แรงปะทะทำให้ยอดเขาสั่นสะเทือน ศิษย์หลายคนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง สำนักอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านมานับหมื่นปีบัดนี้ปรากฏรอยร้าวขนาดใหญ่อย่างชัดเจนที่ม่านพลังป้องกัน
"อาจารย์! ม่านพลังต้านไม่ไหวแล้ว!" ศิษย์เอกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยสภาพสะบักสะบอม โลหิตไหลรินจากมุมปากไม่ขาดสาย
เซียนจื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อกดข่มความสั่นไหวในอก นางหันไปสบตากับเยี่ยเฉิน แววตาคู่นั้นสื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดใดๆ ในยามวิกฤตเช่นนี้ พวกเขามิมีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่พวกมันพยายามฝังกลบ
"เฉินหลาง..." นางเอ่ยเรียกนามของเขาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาที่สุดในรอบร้อยปี
"ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว จื่อเวย" เยี่ยเฉินเอื้อมมือไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ถ่าย
ทอดความอบอุ่นผ่านฝ่ามือหนาไปยังจิตใจที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้ง "ไม่ว่าวันนี้ฟ้าดินจะวิปริตเพียงใด ข้าจะยืนเคียงข้างเจ้า... แม้กระทั่งยามที่สวรรค์ล่มสลายลงตรงหน้า"
สิ้นคำกล่าวของเยี่ยเฉิน ไอพลังปราณสีทองอร่ามและไอพลังมารสีดำสนิทก็ระเบิดออกจากร่างของเขาทั้งสองพร้อมกัน พลังทั้งสองขั้วที่ควรจะหักล้างกันกลับหลอมรวมเป็นเกลียวคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว พัดพาเอาเศษหินและฝุ่นผงรอบตัวให้ลอยเคว้งคว้างในอากาศ
ผู้นำทัพมารเบื้องล่างเห็นดังนั้น จึงยกกระบี่วิเศษในมือขึ้นชี้ตรงมาที่ยอดเขา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเผือด ก่อนที่เสียงคำรามกึกก้องจะสะท้อนไปทั่วหุบเขา
"ทำลายสำนักเซียน! สังหารให้สิ้นซาก!"
กองทัพมารนับแสนพุ่งทะยานขึ้นมาบนท้องฟ้าดั่งฝูงตั๊กแตนปาทานที่หิวกระหาย ความโกลาหลและกลิ่นอายแห่งความตายแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ สงครามล้างบางได้เปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว!
ท่ามกลางหิมะเลือดที่โปรยปรายลงมาดั่งห่าฝน เยี่ยเฉินกระชับกระบี่ในมือ ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความอำมหิตที่ถูกเก็บงำมานานนับทศวรรษ เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้า ปกป้องร่างระหงของสตรีผู้เป็นที่รักไว้เบื้องหลัง ทว่าในวินาทีที่กระบี่ในมือของแม่ทัพมารเบื้องล่างเปล่งแสงสีแดงฉานสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเยี่ยเฉิน ร่างของอดีตมหาเทพกลับชะงักก้างไปเล็กน้อย...
เมื่อลวดลายสลักบนด้ามกระบี่เล่มนั้น ปรากฏอักษรโบราณสามตัวที่เยี่ยเฉินไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้งในชีวิตนี้
*อักษรที่สลักไว้ด้วยโลหิตของ... พี่ชายร่วมสาบานของเขาเอง!*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจมาให้กันเสมอนะคะ หลิวเยี่ยนซีสัญญาว่าตอนหน้าจะเดือดและเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมแน่นอนค่ะ
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 22
การจู่โจมของกองทัพมาร
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!