ความตายมิใช่สิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดในยุทธภพ หากแต่เป็นการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากซึ่งพลังที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเองต่างหากที่น่าสมเพชยิ่ง
ม่านหมอกสีเทาจัดแห่ง "หุบเขาไร้ลักษณ์" หนาทึบเสียจนแทบจะเคี้ยวกลืนกินแสงตะวันให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง ที่แห่งนี้ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ไร้แม้กระทั่งเสียงลมหายใจของหมู่สัตว์ ปราณอสูรและไอพิษโบราณอัดแน่นอยู่ในอากาศราวกับของเหลวหนืดข้นที่พร้อมจะบดขยี้กระดูกของผู้ไร้ซึ่งตบะแก่กล้าให้แหลکสลายได้เพียงแค่ก้าวเดียว
"หากเจ้ายังก้าวเดินด้วยจังหวะที่ลังเลเช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่ถึงหนึ่งก็นับลมหายใจ เจ้าคงได้กลายเป็นปุ๋ยบำรุงรากหญ้าวิญญาณพวกนี้ไปเสียแล้ว"
น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูดังขึ้นจากเบื้องหน้า เซียนจื่อเวยในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาจันทร์เสี้ยว ยืนสงบนิ่งอยู่บนแผ่นศิลาอัคนีโดยที่ชายผ้ามิได้สะบัดไหวแม้แต่น้อย นางมิได้หันกลับมามอง ทว่าแผ่นหลังที่ตั้งตรงดุจกิ่งสนทระนงนั้นกลับทรงพลังกดดันจนเยี่ยเฉินต้องแย้มยิ้มบางเบาออกมา
เยี่ยเฉินปาดคราบโลหิตสีทองจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองไปรอบกาย อาณาเขตแห่งนี้กดทับพลังปราณในจุดตันtianของเขาจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็ง แต่ภายใต้ความเจ็บปวดเสียดแท่นั้น แววตาของอดีตมหาเทพกลับทอประกายความเร่าร้อนดุจเปลวเพลิงที่ถูกสุมด้วยเชื้อไฟชั้นดี
"ศิษย์พี่... เอ่อ อาจารย์เซียน ท่านใจร้อนเกินไปแล้วกระมัง" เยี่ยเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม เจือรอยยิ้มเย้าหยอกที่มักจะทำให้หัวใจที่สงบนิ่งราวกับน้ำในบึงโบราณของนางกระเพื่อมไหวอยู่เสมอ "ข้าเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่เขตแดนชั้นที่สาม ทว่าท่านกลับปล่อยแรงกดดันระดับมหาปรมาจารย์มาถึงแปดส่วนเช่นนี้ เกรงว่าท่านมิได้ต้องการเพิ่มระดับพลังให้ข้า แต่อยากหาทางเปลี่ยนศิษย์ผู้นี้ให้กลายเป็นศพไร้ญาติสนิทเสียมากกว่ากระมังคะ"
เซียนจื่อเวยตวัดสายตากลับมามอง ดวงตากลมโตคู่สวยคู่นั้นเยียบเย็นไร้ระลอกคลื่น ทว่าหากสังเกตให้ลึกซึ้งจะพบร่องรอยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งนัยน์ตาคู่นั้น
"วาจาพล่อยๆ หากเจ้ามีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับข้า สู้เอาเวลาไปโคจรเคล็ดวิชา 'สลายโลหิตคืนดารา' เสียจะดีกว่า" นางเอ่ยเสียงเรียบ ฝ่ามือเรียวดุจหยกสลักโบกสะบัดเบาๆ พริบตานั้นเอง ห้วงอากาศรอบตัวเยี่ยเฉินก็พลันบิดเบี้ยว เกิดเป็นค่ายกลอักขระโบราณสีทองแดงนับหมื่นตัวพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของเขาไว้ในพริบตา!
*ตูม!*
แรงระเบิดจากอักขระเวทสั่นสะเทือนไปทั่วหุบเขาไร้ลักษณ์ พื้นดินใต้ร่างเยี่ยเฉินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกนับร้อยเชียะ ไอกระบี่ไร้ลักษณ์นับพันเล่มพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับฝูงอสุรกายกระหายเลือดที่รอคอยการสังเวย
เยี่ยเฉินหุบยิ้มทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังในเสี้ยววินาที ร่างกายของเขาแผ่ซ่านกระแสปราณสีครามเข้มข้นออกมาต้านทานแรงกดดันมหาศาล สัจธรรมแห่งวิถีเซียนไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรทั้งแปดอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การหยอกเย้า แต่เป็นการ "ฝืนสังขารเพื่อทะลวงขีดจำกัด" อย่างแท้จริง
เซียนจื่อเวยกำลังใช้วิธีที่เหี้ยมโหดที่สุด เพื่อบังคับให้รากฐานพลังที่เคยแตกสลายของเขาหลอมรวมเข้ากับปราณฟ้าดินแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์นี้
*เจ็บปวด... ทว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก!*
เยี่ยเฉินกัดฟันแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ทว่าริมฝีปากกลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความท้าทาย ในฐานะอดีตมหาเทพ เขาย่อมเข้าใจเจตนาของนางดี นางไม่อาจทนเห็นเขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าท่ามกลางลมหายใจที่รดต้นคอจากเหล่าผู้อาวุโสสำนักมารที่กำลังหมายตาชีวิตของเขาได้ นางจึงยอมเป็นผู้ลงทัณฑ์เสียเอง เพื่อให้เขาแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดเคียงข้างนางในวันที่ฟ้าดินแปรเปลี่ยน
"หากข้าพลาดพลั้งตายไปจริงๆ... คนที่จะต้องนั่งเศร้าโศกอยู่หน้าหลุมศพอย่างไร้ผู้สืบทอดวิชา คงไม่พ้นท่านหรอกกระมัง จื่อเวย" เยี่ยเฉินส่งเสียงผ่านกระแสจิตที่อัดแน่นด้วยลมปราณ ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของอักขระเวท
เซียนจื่อเวยชะงักไปเล็กน้อย ปลายกระโปรงสีขาวสะบัดวูบ นางแค่นเสียงเย็นชาตอบกลับทางกระแสจิตเช่นกัน "เพ้อเจ้อ! หากเจ้าตาย ข้าเพียงแค่หาศิษย์ใหม่ที่ฉลาดและเชื่อฟังมากกว่าเจ้าก็เท่านั้นเอง"
แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าปลายนิ้วเรียวที่ไขว้อยู่เบื้องหลังกลับจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด นางกำลังควบคุมค่ายกลอักขระด้วยสมาธิขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้พลังงานย้อนกลับไปทำลายเส้นชีพจรหลักของเขา
ห้วงเวลาราวกับหยุดนิ่ง ท่ามกลางพายุหมุนแห่งปราณอสูรที่บ้าคลั่ง เยี่ยเฉินค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ความเจ็บปวดเจาะลึกเข้าไปถึงวิญญาณ ความทรงจำนับพันปีในฐานะมหาเทพไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงนึกคิด ผสมผสานเข้ากับความมุ่งมั่นในชาติภพปัจจุบัน ปราณสีครามและปราณสีดำหลอมรวมกันเป็นวงแหวนออร่าเจ็ดสีที่ค่อยๆ สว่างวาบขึ้นทีละน้อย... ทีละน้อย...
ระดับพลัง... กำลังจะก้าวข้ามขอบเขต!
ทว่า ในวินาทีที่วงแหวนออร่าดวงสุดท้ายกำลังจะสมบูรณ์ เสียงหัวเราะเยือกเย็นดุจเสียงกรีดร้องของภูตผีก็ดังแหวกม่านหมอกหนาทึบเข้ามาจากเบื้องบน พร้อมกับแสงกระบี่สีเลือดพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายกลางหลังของเยี่ยเฉินอย่างอำมหิต!
"ระวัง!" เซียนจื่อเวยอุทานลั่น สีหน้าเย็นชาแตกสลายลงในพริบตา นางพุ่งร่างราวกับสายธนูหลุดจากคันศรเพื่อเข้าขวางวิถีกระบี่นั้นทันที!
หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมส่งแรงใจให้บททดสอบอันดุเดือดนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะคะ
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 15
การฝึกฝนขั้นอุกกาบาต
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!