โลหิตสีดำสนิทหยดลงกระทบพื้นหินอ่อนของตำหนักบรรพชน เกิดเสียงดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* ราวกับนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังวาระสุดท้ายของพวกมัน
"พวกเจ้า... กล้าดียังไง..."
เสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลมารโลหิตดังขึ้น ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบพยุงร่างไว้ไม่ไหว เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่หยดเดียว แม้ว่าทั่วทั้งบริเวณจะคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของสาวกนับร้อยที่นอนเกลื่อนกลาด
เยี่ยเฉินเก็บกระบี่วิญญาณเข้าฝักด้วยกิริยาสงบนิ่ง ทว่าแววตาคู่นั้นกลับลẫกซึ้งดั่งห้วงมหาสนุกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ปราณเทพเจ้าที่กดทับลงมาทำให้กระดูกทั่วร่างของเหล่าศัตรูส่งเสียงลั่นดัง *กรอบแกรบ* คล้ายจะแหลกสลายเป็นผุยผง
"ความยุติธรรมหรือ?" เยี่ยเฉินแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่น่าสะพรึงกลัว "วันที่ตระกูลเยี่ยของข้าถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกกวาดล้างอย่างไร้ความปรานี พวกเจ้าเคยเอ่ยคำว่ายุติธรรมบ้างหรือไม่? วันนี้... ข้าเพียงแต่ทวงคืนสิ่งที่พวกเจ้าเคยพรากไป"
เซียนจื่อเวยก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชือง ชายอาภรณ์สีฟ้าครามพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่หมุนวน นางกวาดสายตาคมปลาบมองซากปรักหักพังของสำนักมารที่ครั้งหนึ่งเคยใช้อำนาจกดขี่ผู้คน มือเรียวบางกระชับกระบี่ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ยามเมื่อนึกถึงความอยุติธรรมที่สำนักเซียนและตระกูลมารร่วมมือกันก่อขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน
"อาจารย์... ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเองเถอะค่ะ" เยี่ยเฉินหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้
จื่อเวยส่ายหน้าเล็กน้อย แววตาที่มักจะเย็นชาไร้ความรู้สึกบัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนยามที่มองบุรุษผู้นี้ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่มั่นคง "หนี้เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด ตระกูลเยี่ยไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว เฉินเอ๋อร์... วันนี้เราจะชำระล้างแผ่นดินนี้ให้กระจ่าง"
สิ้นคำกล่าวของนาง อักขระเวทสีทองนับพันก็พรั่งพรูขึ้นจากพื้นดิน ก่อตัวเป็นค่ายกลกักขังวิญญาณที่ไม่มีทางหลบหนี ผู้อาวุโสใหญ่แผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เมื่อพลังปราณสีดำในร่างถูกกระชากออกมาเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงแห่งการพิพากษา นี่ไม่ใช่การสังหารเพื่อแก้แค้น แต่มันคือการประกาศศักดาแห่งฟ้าดินว่าความจริงไม่มีวันถูกกลบฝัง
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะของมหาพลังทำให้มิติรอบด้านบิดเบี้ยว ท้องน่ายามค่ำคืนที่เคยถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำ บัดนี้กลับถูกฉีกกระชากด้วยแสงสว่างเจิดจ้าของกระบี่เซียน ตระกูลมารโลหิตที่ยิ่งใหญ่มานานหลายร้อยปีพังทลายลงในชั่วพริบตา ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด
ทว่า ในขณะที่ละอองแสงแห่งการชำระล้างกำลังจางหายลง และชื่อเสียงเกียรติภูมิของตระกูลเยี่ยได้รับการกอบกู้คืนมาอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเอง สายลมรอบกายก็พลันหยุดนิ่งสนิทอย่างไร้สาเหตุ
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากโลหิต ปรากฏขึ้นบนยอดเสาหินทิศบูรพาอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ต้นแล้ว
"นึกไม่ถึงว่า... มหาเทพผู้ร่วงหล่นจะยังมีปัญญาฟื้นคืนชีพตระกูลปลอมๆ นี้ขึ้นมาได้" น้ำเสียงแหบพร่าเยือกเย็นดังก้องกังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ และสิ่งเดียวที่ทำให้เยี่ยเฉินกับเซียนจื่อเวยต้องชะงักงัน คือป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยอยู่เอวของคนผู้นั้น—มันคือสัญลักษณ์ของบุคคลที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับทัณฑ์สวรรค์เมื่อหมื่นปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคและเส้นด้ายแห่งโชคชะตามาจนถึงโค้งสุดท้ายนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนจบอันยิ่งใหญ่ค่ะ! — หลิวเยี่ยนซี
พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 29
ทวงคืนความยุติธรรม
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!