กลิ่นอับชื้นของคราบเลือดเก่าและฝุ่นผงอิฐหักคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก ราวกับเวลาหลายสิบปีที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังได้ถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากเปิดออกอย่างไรอย่างนั้น ศรุตยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่ถูกไฟไหม้เกรียมจนกลายเป็นสีดำสนิท แสงไฟฉายคาดหัวของรินรดาที่สาดส่องไปกระทบกับผนังปูนกะเทาะ ทำให้เงาทอดตัวยาวบิดเบี้ยวคล้ายสัตว์ประหลาดกำลังขยับกาย
นี่คือซากโรงพยาบาลร้างริมเชิงเขา—สถานที่ที่ถูกลบชื่อออกจากแผนที่ราชการเมื่อยี่สิบปีก่อน และเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่คอยกัดกินจิตใจของเขามาตลอด
"คุณตัวสั่นนะคะ... หมอศรุต"
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจังของรินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เธอก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นกายเจือจางของเธอกลบกลิ่นเน่าเฟะรอบตัว รินรดาสังเกตเห็นปลายนิ้วเรียวยาวที่ปกติมักจะนิ่งสนิทและแม่นยำยามถือมีดผ่าตัด บัดนี้กำลังกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด
"ผมไม่ได้สั่น" ศรุตปฏิเสธเสียงเรียบ ปลายเสียงแหบพร่าเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบสีเทาเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้มองหน้าเธอ หากแต่จดจ้องไปยังซอกมุมมืดของโถงทางเดินด้านหน้า ซึ่งโครงสร้างเหล็กบิดงอคล้ายซี่โครงของยักษ์ปักหลั่นที่ถูกเผาไฟ "ที่นี่... อุณหภูมิต่ำเกินไป กล้ามเนื้อเลยมีปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติแค่นั้นเอง"
รินรดาปรายตามองคราบรอยไหม้บนเสาปูนที่มีร่องรอยการกรีดสลักเป็นสัญลักษณ์ประหลาด คล้ายอักษรโบราณที่เธอเคยศึกษาในตำรามานุษยวิทยาแขนงมืด เธอยกไฟฉายขึ้นส่องสำรวจรอบตัวอย่างระแวดระวัง ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความกังวลระคนกัน
"วิทยาศาสตร์อธิบายเรื่องอุณหภูมิได้ค่ะ แต่จิตวิทยาเชิงลึกกำลังบอกดิฉันว่า... คุณกำลังเผชิญหน้ากับความทรงจำที่สมองส่วนอะมิกดาล่าพยายามฝังกลบมาตลอดชีวิต" รินรดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของทั้งคู่แทบจะสัมผัสกัน "สถานที่แห่งนี้ไม่ได้หนาวเย็นหรอกค่ะ แต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยของความหวาดกลัวที่คุณเคยทิ้งไว้เมื่อตอนเป็นเด็กต่างหาก"
คำพูดของเธอราวกับกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูเหล็กขึ้นสนิม ศรุตหลับตาลงชั่วเสี้ยววินาที ภาพแฟลชแบ็กวูบวาบเข้ามาในหัว สมองของเขาฉายภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เคยถูกตัดต่อและจัดเก็บไว้อย่างดีในซอกหลืบที่ลึกที่สุด
*ภาพเปลวเพลิงสีส้มแดงที่โหมกระหน่ำแผดเผาผนังห้อง เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ผสมปนเปไปกับเสียงฝนตกกระหน่ำภายนอก กลิ่นเนื้อไหม้ที่ติดตรึงอยู่ในจมูก และ... ภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงสแตนเลสเย็นเฉียบ พร้อมกับมือคู่หนึ่งที่เอื้อมมาปิดปากเขาไว้ไม่ให้ส่งเสียงดัง*
ศรุตลืมตาโพลงขึ้นอีกครั้ง หายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม แม้ใบหน้าจะยังคงพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ แต่ม่านตาของเขากำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
"ผมจำได้..." น้ำเสียงของศรุตราบเรียบแต่หนักหน่วงราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งดิ่งลงสู่ก้นบึง "ผมจำทางเดินนี้ได้ กลิ่นนี้... และเสียงรองเท้าคอมแบตที่เดินลาดตระเวนอยู่ข้างนอกนั่น"
รินรดากลั้นหายใจ เธอสัมผัสได้ถึงกระแสความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันคือความมืดมนที่ถูกเก็บกดไว้ใต้คราบของศัลยแพทย์ผู้ไร้หัวใจ "เกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่คะ ศรุต? ทำไมครอบครัวของคุณถึงเข้ามาพัวพันกับพิธีกรรมบ้าคลั่งเหล่านี้?"
"พ่อของผมไม่ได้เป็นแค่แพทย์ธรรมดา..." ศรุตพึมพำขณะก้าวเดินไปตามทางเดินที่พื้นเต็มไปด้วยเศษปูนและกระจกแตก เสียงฝีเท้าของเขาก้องกังวานไปทั่วความเงียบ "ท่านเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่พยายามศึกษา 'รหัสพันธุกรรมแห่งความตาย'—การทดลองที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถก้าวข้ามความตายได้ด้วยการกระตุ้นต่อมไพเนียลผ่านความเจ็บปวดสูงสุดและพิธีกรรมเลือด"
รินรดารีบสาวเท้าตามมาติดๆ แววตาของเธอฉายแววตกใจระคนตื่นตระหนก "คุณกำลังจะบอกว่า... โรงพยาบาลร้างแห่งนี้ ในอดีตเคยเป็นสถานที่ทดลองลับของพวกคลั่งลัทธิ โดยใช้คนไข้เป็นหนูทดลองอย่างนั้นหรือคะ?"
"ไม่ใช่แค่คนไข้..." ศรุตหยุดเดินกะทันหัน ทำให้รินรดาเกือบชนแผ่นหลังกว้างของเขา ชายหนุ่มหันกลับมามองเธอ แววตาสีเทาเข้มคู่นั้นว่างเปล่าจนน่ากลัว "แต่รวมถึงเด็กๆ ที่ถูกนำมาเป็นตัวแปรในการทดลองด้วย... และหนึ่งในนั้น เกือบจะเป็นผมเอง"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งคู่ รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอยื่นมือออกไปหมายจะแตะแขนของเขาเพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีเยชา แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะสัมผัสโดนเนื้อผ้า...
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากความมืดมิดที่ปลายทางเดินด้านหน้า
ทั้งศรุตและรินรดานิ่งค้างไปทันที ศรุตดึงร่างของหญิงสาวเข้ามาชิดแผ่นอกแกร่งด้วยสัญชาตญาณ มืออีกข้างเลื่อนไปควักมีดผ่าตัดแสตนเลสเล่มบางออกจากกระเป๋าเสื้อกาวน์อย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปในความมืดที่มีเพียงลำแสงไฟฉายสั่นไหว
ไม่มีลม ไม่มีเสียงฝน แต่มีเงาร่างหนึ่งกำลังก้าวช้าๆ ออกมาจากความมืดของห้องผ่าตัดเก่าที่ควรจะว่างเปล่า
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นกระหน่ำรุนแรงเมื่อเงาร่างนั้นปรากฏชัดขึ้นภายใต้แสงไฟ—มันคือชายชราในชุดกราฟิกแพทย์เปื้อนคราบสนิม ใบหน้าซีกหนึ่งถูกไฟลวกจนเสียโฉมยับเยิน และในมือเหี่ยวย่นคู่นั้น กำลังถือขวดโหลแก้วที่บรรจุชิ้นส่วนอวัยวะบางอย่างที่ยังคงสดใหม่ ราวกับเพิ่งถูกตัดออกมาเมื่อไม่นานนี้เอง
ชายชราส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าในลำคอ ก่อนจะยกย่องมุมปากขึ้นอย่างน่าสยดสยอง แล้วเอ่ยชื่อของศรุตออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเลือดในกายของนายแพทย์หนุ่มเย็นเฉียบ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... เจ้าหนูศรุต แกเกือบจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของฉันได้อยู่แล้วเชียว..."
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก•ตอนที่ 15
อดีตที่ตามมาหลอกหลอน
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!