กลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะและกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ ลอยอวลอยู่ในความมืด ยามที่ปลายรองเท้าหนังขัดมันเหยียบย่างลงบนพื้นหินปูนเย็นเฉียบภายในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ร้าง ศรุตไม่แม้แต่จะปรายตาแลหยาดน้ำที่หยดติ๋งลงมาจากเพดานผุพัง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองไปเบื้องหน้าด้วยความนิ่งสนิท ทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนกลับตื่นตัวถึงขีดสุดราวกับสัตว์ป่าล่าเหยื่อในคืนเดือนมืด
"คุณกำลังเดินเข้าหาหลุมศพของตัวเองนะคะ, คุณหมอ"
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งดังขึ้นจากมุมมืด รินรดาปรากฏตัวขึ้นจากเงาสลัวของเสาหินโบราณ เธอยืนกอดอก มือเรียวข้างหนึ่งถือคบเพลิงโบราณที่ส่องแสงวับแวม แสงสีส้มสั่นไหวทาบทับลงบนใบหน้าเรียวคมที่ฉายแวววิตกกังวลระคนท้าทาย เส้นผมยาวสลวยถูกรวบเก็บไว้อย่างลวกๆ เผยให้เห็นลำคอระหงที่ชื้นเหงื่อบางเบาจากความตึงเครียดของบรรยากาศรอบตัว
ศรุตหยุดฝีเท้าลง ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว แสงไฟวับแวมสะท้อนดวงตาสีเข้มที่ยากจะหยั่งถึง เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"หลุมศพเหรอครับ... เอ่อ, สำหรับผมแล้ว ความตายไม่ใช่สิ่งที่ต้องวิ่งหนีหรอกนะรินรดา มันคือความจริงทางการแพทย์ที่มนุษย์พยายามปฏิเสธต่างหาก" ศรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงความเย่อหยิ่งตามวิสัยของศัลยแพทย์ผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด
"ความจริงงั้นเหรอคะ?" รินรดาก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากคบเพลิงทำให้เงาของทั้งคู่ทาบทับบิดเบี้ยวบนผนังหิน "สิ่งที่พวกคุณเรียกว่า 'วิทยาศาสตร์' และ 'ความจริงเชิงประจักษ์' มันเป็นเพียงแค่กรอบแคบๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อปลอบใจตัวเองว่าเราเข้าใจจักรวาลนี้ดีแล้ว แต่ในสถานที่แห่งนี้... กฎเกณฑ์พวกนั้นไร้ความหมายสิ้นเชิง"
เธอยื่นแผ่นศิลาโบราณที่เต็มไปด้วยรอยสลักอักษรลิ่มโบราณให้เขาดู รอยสลักนั้นลึกและถูกเติมเต็มด้วยคราบสีดำคล้ำที่ส่งกลิ่นฉุนรุนแรง—ไม่ใช่หมึก แต่เป็นเลือดที่แห้งกรังมานานนับศตวรรษ
ศรุตรับแผ่นศิลานั้นมาพิจารณาด้วยสัญชาตญาณของแพทย์ชันสูตร นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามร่องรอยความขรุขระอย่างพินิจพิเคราะห์ สมองอันปราดเปรื่องกำลังประมวลผลรูปแบบของรอยแผลและรอยบากบนหิน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการผ่าตัดอย่างน่าประหลาดใจ... เป็นรอยกรีดที่แม่นยำ ไร้ความลังเล ราวกับผู้สร้างแผ่นศิลานี้มีความรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์มนุษย์ไม่แพ้แพทย์ยุคปัจจุบัน
"แปลกใช่ไหมล่ะคะ" รินรดากระซิบ น้ำเสียงของเธอลดต่ำลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบแข่งกับเสียงลมหวีดหวิวภายนอก "บันทึกโบราณไม่ได้พูดถึงพิธีกรรมบูชาเทพเจ้าด้วยความงมงายอย่างที่พวกเราเคยถูกสอนมา แต่มันคือ... 'กระบวนการถอดถอนจิตวิญญาณ' ผ่านการตัดเฉือนเนื้อเยื่อในจุดสำคัญ เพื่อยื้อชีวิตของอีกคนหนึ่งไว้"
ศรุตชะงัก ร่างกายที่เคยผ่อนคลายกลับเกร็งค้างอย่างฉับพลัน ภาพเหตุการณ์ในอดีต—คืนวันที่ฝนตกหนักและเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของครอบครัวในห้องลับ—พรูเข้ามาในโสตประสาทราวกับคลื่นใต้น้ำที่ซัดกระหน่ำ ความเย็นเยียบแล่นริ้วจากสันหลังขึ้นสู่ท้ายทอยจนปลายนิ้วชาดิก
"คุณกำลังจะบอกว่า..." ศรุตเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังร่างบางเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ "การตายของพ่อแม่ผม... ไม่ใช่อุบัติเหตุจากการโจรกรรม?"
"อุบัติเหตุหรือคะ? ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่เป็นอุบัติเหตุหรอกค่ะ โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวข้องกับตระกูลของคุณ" รินรดากล่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน "รอยแผลบนร่างของพวกท่าน... มีลักษณะเดียวกับรอยสลักบนแผ่นศิลานี้ทุกประการ พวกเขาไม่ได้ถูกฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ แต่ถูกใช้เป็น 'ภาชนะ' ในการทำพิธีกรรมบางอย่าง เพื่อส่งผ่านความเยาว์วัยและอายุขัย... ให้กับใครบางคนที่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ ศรุตรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ความเชื่อมั่นทั้งหมดที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต—ว่าโลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล มีเพียง scalpel และกล้องจุลทรรศน์เท่านั้นที่ให้คำตอบได้—พังทลายลงในพริบตา ความรู้ทางการแพทย์นับสิบปีกลายเป็นเพียงภาพลวงตาเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงอันบิดเบี้ยวเบื้องหน้า
เขากำแผ่นศิลาในมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ความโกรธเกรี้ยว ความแค้น และความเคว้งคว้างเข้าถาโถมชนกันจนแยกไม่ออกว่าควรจะรู้สึกอย่างไร
"ใคร..." ศรุตเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีเข้มลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน "ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ บอกผมมารินรดา!"
ก่อนที่หญิงสาวจะได้ทันเอ่ยปากตอบ เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางบันไดวนเบื้องบน... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะเชื่องช้า เยือกเย็น และจงใจกดดันให้หัวใจหยุดเต้น
ทั้งสองคนหันขวับไปมองยังความมืดมิดเบื้องบนพร้อมกัน แสงไฟจากคบเพลิงวับแวมสาดส่องกระทบกับรองเท้าหนังราคาแพงคู่หนึ่งที่กำลังก้าวลงมาทีละขั้น... ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีดำสนิทหยุดยืนอยู่ที่ขั้นบันไดขั้นสุดท้าย ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกปีกกว้าง ทว่ารอยยิ้มมุมปากที่แย้มขึ้นอย่างคุ้นเคยนั้น... ทำให้ศรุตถึงกับลมหายใจสะดุดกึง
"ยินดีต้อนรับสู่การค้นพบความจริงนะ, ลูกชาย..." เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยเอ่ยทักทายท่ามกลางความหนาวเหน็บของค่ำคืนใต้แสงจันทร์สีเลือด
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก•ตอนที่ 14
ใต้แสงจันทร์สีเลือด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!