กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษโบราณและคราบฟอร์มาลีนจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานใต้ดินของสถาบันนิติเวช แสงไฟนีออนสีนวลส่องกระทบลงบนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ที่มีกองแฟ้มคดีเก่าและชิ้นส่วนวัตถุโบราณกระจายเกลื่อนกลาด ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน ศรุตกำลังใช้ปลายคีมโลหะคีบเศษโลหะชิ้นเล็กๆ ที่ขูดได้จากโครงกระดูกปริศนา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาเพ่งสมาธิไปยังรอยแยกของโลหะโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
"คุณกำลังใช้ตรรกะแบบแพทย์แผนปัจจุบันมาจับต้องเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือตำราแพทย์นะคะ, คุณศรุต"
เสียงหวานนุ่มทว่าเด็ดเดี่ยวของรินรดาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลง เธอยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือโบราณ สายตาสีเข้มจ้องมองศัลยแพทย์หนุ่มด้วยความไม่ยอมแพ้ แววตาของเธอยามนี้สะท้อนความดื้อรั้นและประกายความท้าทายที่มักจะทำให้ศรุตต้องไขว้เขวอยู่เสมอ
ศรุตวางคีมลงช้าๆ เขาถอดถุงมือยางออกแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคู่คมนั้นเย็นชาและเต็มไปด้วยเหตุผลเชิงประจักษ์ "วิทยาศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อ, รินรดา แต่เราปฏิเสธความงมงายที่ใช้ปกปิดฆาตกรรม รอยกรีดบนกระดูกชิ้นนั้น... มันคือฝีมือของคนที่มีความรู้ทางกายวิภาค ไม่ใช่คำสาปของเทพเจ้าโบราณอย่างที่คุณพยายามจะโน้มน้าวฉัน"
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่อุ่นระอุในห้องที่ค่อนข้างเย็นเยียบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นไม้กฤษณาจากตัวเธอโชยมาปะทะนาาสนิทของศรุต กลิ่นที่เขามักจะเผลอจดจำได้ดีกว่าบันทึกคดีใดๆ
"คุณมั่นใจในมีดผ่าตัดและเครื่องมือวิทยาศาสตร์มากเกินไป... จนมองข้ามเงาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยแผลเหล่านั้น" รินรดาก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ค้นหาความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากไร้อารมณ์นั้น "บางที... สิ่งที่คุณพยายามปฏิเสธ อาจเป็นสิ่งเดียวกับความจริงที่คุณกลัวที่สุดก็ได้นะคะ"
ศรุตชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวเกิดสะดุดลงชั่วขณะ ความใกล้ชิดนี้อันตรายเกินไป ไม่ใช่เพราะบรรยากาศรอบตัว หรือเพราะความลับของคดีฆาตกรรมบูชายانيที่กำลังไล่ล่าพวกเขา แต่เป็นเพราะพลังดึงดูดระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์ รินรดาเป็นตัวแทนของความลี้ลับที่เขาพยายามควบคุมด้วยเหตุผล ขณะที่เขาคือความกระด้างที่เธอพยายามจะหลอมละลาย
มือเรียวของรินรดายื่นออกไปแตะลงบนแฟ้มคดีบนโต๊ะ ปลายนิ้วของเธอเฉียดผ่านหลังมือของศรุตโดยตั้งใจหรือไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่สัมผัสนั้นทำให้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วแผ่นหลังของศรุต เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแต่ยังคงรักษาท่าทีนิ่งขรึมไว้ได้แนบเนียน
"ถ้ารอยพวกนั้นไม่ใช่คำสาป... แล้วคุณจะอธิบายรอยสัญลักษณ์รูปดวงจันทร์เสี้ยวที่ปรากฏบนศพทุกรายยังไงล่ะคะ?" เสียงกระซิบของเธอแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก "มันไม่ใช่แค่รอยกรีด แต่มันคือพิธีกรรม... พิธีกรรมที่บรรพบุรุษของคุณเคยเกี่ยวข้องด้วย"
ประโยคสุดท้ายทำให้ดวงตาของศรุตวูบไหว รังสีความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นพังทลายลงในเสี้ยววินาที เขายื่นมือออกไปคว้าข้อมือของเธอไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบีบไม่ได้รุนแรงแต่หนักแน่นพอที่จะตรึงให้เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ศรุตขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนรินรดาต้องเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ
"คุณรู้อะไรมาอีก, รินรดา?" เสียงของเขาต่ำทุบและแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดทางวิชาชีพเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนทางอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ใต้ผิวน้ำ
"ฉันรู้ว่า... ยิ่งเราเข้าใกล้ความจริงมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งผลักไสฉันออกไปมากเท่านั้น" รินรดาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยแต่แฝงความท้าทาย "กลัวเหรอคะ? กลัวว่าความลับที่คุณเก็บซ่อนไว้... จะถูกเปิดเผยโดยผู้หญิงที่คุณคิดว่าไร้สาระคนนี้"
ศรุตไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่จ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับพูดคุยนั้น สติสัมปชัญญะเตือนให้เขาปล่อยมือและถอยห่าง แต่สัญชาตญาณดิบในตัวกลับร่ำร้องให้อยู่ตรงนั้น นานกว่านี้อีกนิด เคมีอันตรายระหว่างนักนิติเวชผู้เย็นชากับนักมานุษยวิทยาผู้ดื้อรั้นหลอมรวมกันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความหมาย
ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังระอุขึ้นจนเกือบจะเกินควบคุม ทันใดนั้น... เสียงกุกกักบางอย่างก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดทึบด้านนอกห้องเก็บศพ
*แกร็ก... ตึกลง...*
ศรุตชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณการระวังภัยของแพทย์สนามและผู้เชี่ยวชาญด้านคดีกลับคืนมาในพริบตา เขาดึงรินรดาให้มาหลบอยู่ด้านหลังแผงชั้นหนังสือทึบ พร้อมกับเอื้อมมือไปดับสวิตช์ไฟหลักของห้อง ความมืดมิดโรยตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณทันที มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างบานแคบเข้ามาสาด1ดวงสว่างเป็นลำแสงสีเงินบนพื้นห้อง
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นระรัวแนบอกของศรุตเมื่อแขนแกร่งของเขาโอบเอวเธอไว้เพื่อดึงให้แนบชิดกับผนังป้องกันอันตราย มืออีกข้างของศรุตเลื่อนไปหยิบมีดผ่าตัดสแตนเลสสตีลเล่มยาวขึ้นมาถือไว้มั่น
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงลากยาวมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเขา เสียงโลหะกระทบกันดังแกร๊กเบาๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามใช้กุญแจผีไขล็อกประตูห้อง
*แอดม...*
บานประตูกลางความมืดค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาเตะจมูก ท่ามกลางเงาสลัวที่ทอดตัวยาวเข้ามาในห้อง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงกลางห้อง แสงจันทร์ส่องกระทบให้เห็นวัตถุในมือของแขกยามวิกาลผู้นั้น... มันคือชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ชิ้นใหม่ ที่ยังมีหยดเลือดสดๆ ไหลรินหยดลงบนพื้นกระเบื้องทีละหยด
และก่อนที่ศรุตจะได้ส่งเสียงทักทายหรือพุ่งเข้าประชิด ร่างนั้นก็หันหน้ามาทางมุมมืดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าภายใต้เงาฮู้ด... เป็นใบหน้าของคนตายที่ศรุตเพิ่งจะทำการชันสูตรไปเมื่อช่วงบ่ายวันนี้เอง!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก•ตอนที่ 13
ความลุ่มหลงที่อันตราย
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!