กลิ่นไอมัสก์จางๆ และกลิ่นอับชื้นของดินโคลนจากหุบเขาลึกยังคงติดตรึงอยู่ปลายจมูกของศรุตราวกับมันฝังรากลึกอยู่ในเนื้อเยื่อ แต่สิ่งที่ดึงเขากลับสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายในยามวิกาลนี้ ไม่ใช่ความทรงจำจากถ้ำมรณะแห่งนั้น หากเป็นเสียงหอบหายใจที่แผ่วเบาราวกับปีกผีเสื้อใกล้หมดแรง
ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองร่างที่นอนขดอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มในห้องทำงาน รินรดาในยามนี้ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งดื้อรั้นที่เคยใช้ต่อกรกับเขาทุกฝีก้าว ผิวเนียนละเอียดเคยมีเลือดฝาดกลับซีดเซียวราวกับกระดาษสา ริมฝีปากแห้งผากจนแตกปริเป็นรอยเลือดซึม และที่น่ากลัวที่สุดคือรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำรูปฝ่ามือประหลาดที่ปรากฏขึ้นบนลำคอระหง ทั้งที่ตลอดสามวันที่ผ่านมาไม่มีใครแตะต้องตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
"อุณหภูมิร่างกายสามдцать เก้าจุดสององศาเซลเซียส... ชีพจรเต้นผิดจังหวะ และเม็ดเลือดขาวพุ่งสูงผิดปกติ" ศรุตพึมพำกับตัวเองขณะดึงเข็มฉีดยาออกจากข้อพับแขนเรียว ดวงตาคู่คมฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เขาคือศัลยแพทย์ผู้ผ่านการผ่าตัดมานับร้อยเคส มือที่ไม่เคยสั่นแม้ในยามที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่เส้นด้าย แต่ในวินาทีนี้ ปลายนี้วกของเขากลับเย็นเฉียบอย่างไร้เหตุผล
"คุณ... กำลังทำอะไรกับฉันคะ หมอศรุต"
เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา รินรดาปรือตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดและท้าทาย บัดนี้ขุ่นมัวและสะท้อนประกายความเจ็บปวดลึกล้ำ เธ พยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่เพียงแค่ข้อมือแตะพนักโซฟา ร่างกายก็ทรุดฮวบลดลงไปอีกครั้งราวกับไร้ซึ่งกระดูก
"นอนนิ่งๆ เถอะคุณรินรดา" ศรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ปราศจากความอ่อนโยน แต่มันกลับเต็มไปด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่อนุญาตให้ขัดขืน เขาก้าวเข้าไปใกล้ทรุกตัวลงคุกเข่าข้างโซฟา ใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าผากมนที่ร้อนจัดเพื่อวัดไข้ "ร่างกายของคุณกำลังปฏิเสธตัวเอง ผลเลือดไม่ได้บ่งบอกถึงเชื้อโรคใดๆ ที่เรารู้จัก มันเหมือนกับ... เซลล์ในร่างกายของคุณกำลังถูกกัดกินจากภายใน"
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ออกมาอย่างขมขื่น เสียงนั้นแห้งผากเสียจนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง
"คุณหมอผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์... กำลังยอมรับหรือคะว่าสิ่งที่ฉันเจอในถ้ำนั้น มันไม่ใช่แค่ภาพหลอนทางจิตวิทยาอย่างที่คุณพยายามกล่อมฉันมาตลอดทาง"
ศรุตชะงักไปชั่วขณะ สัมผัสจากปลายนิ้วที่แนบอยู่บนหน้าผากเธอยังคงร้อนระอุ แต่ความเย็นเยือกกลับวิ่งพล่านไปตามสันหลังของเขา ภาพในถ้ำลึกวันนั้นผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง รูปสลักโบราณที่มีลักษณะกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ประหลาด หยดน้ำที่กลั่นตัวเป็นสีแดงฉาน และกลิ่นอายของความตายที่อบอวลอยู่ในความมืดมิด... เขาเคยคิดว่ามันเป็นเพียงก๊าซพิษหรือปฏิกิริยาเคมีของแร่ธาตุในถ้ำที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนหมู่ แต่เมื่อมองอาการของหญิงสาวตรงหน้าในตอนนี้ สมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดก็พังทลายลงไม่เป็นท่า
"ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร หน้าที่ของผมคือการรักษาคุณให้รอด ไม่ใช่การมานั่งถกเถียงเรื่องความงุมงาย" ศรุตเบี่ยงประเด็น น้ำเสียงเย็นชาถูกงัดขึ้นมาใช้เป็นเกราะกำบังความวิตกกังวลที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจอย่างเงียบๆ
"มันไม่ใช่ความงุมงายนะคะ..." รินรดาเอื้อมมือที่สั่นเทามาคว้าข้อมือแกร่งของเขาไว้ แรงบิดแม้จะเบาหวิวแต่กลับหนักหน่วงในความรู้สึก นัยน์ตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาของเขา "คุณก็สัมผัสมมันได้... ตอนที่เรายืนอยู่หน้าแท่นหินศิลาแกะสลักนั่น หัวใจของคุณไม่ได้เต้นผิดจังหวะเพราะความเหนื่อยอ่อนหรอกค่ะ หมอศรุต... คุณกลัว เพราะคุณรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ มันคือคำสาป"
ศรุตดึงข้อมือกลับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เขาวางมือเธอกลับลงบนเตียง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพเงาของความมืดมิดยามราตรี
"คำสาปไม่มีจริงในตำราแพทย์ มีแต่ความล้มเหลวในการวินิจฉัยโรค" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเกินไป "คืนนี้ผมจะให้คุณพักที่ห้องนี้ ผมจะเฝ้าดูอาการคุณเอง"
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ยืนตระหง่านราวกับกำแพงน้ำแข็ง แม้เขาจะแสดงออกว่าเยชาและยึดมั่นในเหตุผลเพียงใด แต่ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเข้มงวดนั้น ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาของนักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญการอ่านพฤติกรรมมนุษย์อย่างเธอไปได้เลย
"คุณกลัวที่จะสูญเสียฉัน... เหมือนกับครอบครัวของคุณในอดีตหรือเปล่าคะ?"
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดผ่ากลางความเงียบ ศรุตหันขวับกลับมามองเธอ ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นด้วยอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ความทรงจำอันดำมืดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองงานนิติเวชและคดีฆาตกรรม ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างง่ายดายด้วยวาจาของหญิงสาวผู้นี้
"อย่าล้ำเส้น รินรดา" เสียงของเขาต่ำลึกและอันตราย บ่งบอกถึงขีดจำกัดที่กำลังจะขาดสะบั้น
รินรดายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ทว่าดื้อรั้น เธอนอนเอนกายลงช้าๆ หลับตาลงเพื่อหนีความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ลมหายใจของเธอยังคงแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ราวกับเปลวเทียนที่กำลังจะดับลงในสายลมหนาว
ศรุตยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง เขาก้มมองมือตัวเองที่ยังคงชาหนึบจากการสัมผัสตัวเธอ ความรู้สึกผิดแปลกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในอก ความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมันมานานนับปีตั้งแต่สูญเสียทุกอย่างไป—ความกลัวที่จะต้องสูญเสียใครอีกคน
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งเข็มนาฬิกาบอกเวลาตีสอง ศรุตตัดสินใจเดินไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาเพื่อเช็ดตัวลดไข้ให้เธออีกครั้ง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะโน้มตัวลงสัมผัสเรียวแขนของหญิงสาว เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาจากความเงียบงัน
*กริ๊ก... แกร็ก...*
มันไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงเครื่องปรับอากาศ และไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเขาเอง แต่มันคือเสียงโลหะขูดขีดกับพื้นไม้ภายนอกห้องทำงาน!
ศรุตชะงักค้าง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปที่ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิท ทันใดนั้น แสงไฟนีออนเหนือเพดานก็กะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงสนิท ทิ้งให้ห้องทั้งห้องจมอยู่ความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่าง
และก่อนที่สติของเขาจะทันได้ประเมินสถานการณ์ เสียงกระซิบแหบพร่าที่คุ้นเคยอย่างน่าขนลุก ก็ดังขึ้นชิดริมหูของเขาจากความว่างเปล่าข้างหลัง...
*"พวกมัน... กลับมาเอาสิ่งที่ขโมยไปแล้วค่ะ หมอศรุต..."*
---
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก•ตอนที่ 17
ลมหายใจที่แผ่วเบา
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!