นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก•ตอนที่ 7

เสียงกระซิบจากกำแพง

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นอับชื้นของอิฐเผาเก่าครึ่งศตวรรษและคราบน้ำฝนที่ซึมลึกอยู่ในเนื้อปูน ไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็นส่วนหนึ่งของอากาศภายในห้องนอนของอพาร์ตเมนต์ใจกลางเมือง แต่มันกำลังลอยอวลอยู่รอบตัวรินรดา ราวกับผนังห้องสี่ด้านกำลังคายความลับที่ถูกฝังกลบไว้ออกมาทีละน้อย "คุณไม่ได้หูฝาดไปหรอก รินรดา..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบจนเกือบไร้อารมณ์ของศรุตดังผ่านเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กบนโต๊ะทำงาน มันคือเสียงที่เคยเยียวยาความตายบนเตียงผ่าตัด แต่วินาทีนี้เขากำลังฟังเสียงลมหายใจที่สั่นเทาของเธอผ่านคลื่นสัญญาณดิจิทัล ระยะทางหลายกิโลเมตรระหว่างคอนโดมิเนียมของเธอกับโรงพยาบาลไม่เคยรู้สึกไกลเท่าคืนนี้มาก่อน รินรดากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ปลายนิ้วเรียวยาวที่ถือโทรศัพท์มือถือสั่นระริกเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องไปยังผนังห้องด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นผนังร่วมระหว่างห้องของเธอกับห้องชุดที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับปี *กึก... กึก... แกรก...* เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่เสียงหนูแทะหรือท่อประปาขยายตัวตามอุณหภูมิ แต่มันคือเสียงเล็บหรือวัตถุแข็งบางอย่างขูดขีดจาก *ด้านใน* ของผนังปูน เสียงนั้นลากยาว เชื่องช้า และจงใจ ทุรนทุรายราวกับมีบางสิ่งที่ถูกฝังอยู่ตรงนั้น กำลังพยายามตะกุยหาทางออกมารับอากาศบริสุทธิ์ "ฉันได้ยินมันชัดเจนค่ะศรุต..." รินรดากระซิบตอบ เสียงของเธอขาดห้วง "มันดังมาจากหลังชั้นวางหนังสือ... ตรงรอยต่อของปูนฉาบที่เพิ่งทาสีใหม่เมื่อเดือนก่อน" "อย่าเพิ่งขยับเข้าใกล้" คำสั่งนั้นเฉียบขาดและทรงอำนาจราวกับหมอผ่าตัดออกคำสั่งในห้องฉุกเฉิน "ผมกำลังไป ถึงผมจะเกลียดความงมงายเรื่องวิญญาณของคุณ แต่ผมไม่เคยประเมินความโรคจิตของฆาตกรต่ำเกินไป ล็อคประตูทุกบานแล้วยืนรออยู่ตรงกลางห้องซะ" สายถูกตัดไปพร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนความเงียบ รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงไปในอก เธอไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอที่กรีดร้องให้ผู้ชายมาปกป้อง ในฐานะนักมานุษยวิทยา เธอเคยเผชิญหน้ากับซากกระดูกโบราณและพิธีกรรมบูชายัญที่น่าสะพรึงกลัวมาแล้วมากมาย แต่ความเร้นลับในอดีตเหล่านั้นมีขอบเขตของกาลเวลาคั่นกลาง... ไม่เหมือนสิ่งที่กำลังคืบคลานอยู่หลังผนังห้องนอนของเธอในคืนนี้ ที่ทั้งสดใหม่ หิวกระหาย และมีลมหายใจ เธอก้าวถอยหลังทีละก้าวอย่างระมัดระวัง ดวงตายังคงไม่ละไปจากรอยร้าวเส้นเล็กๆ ที่เริ่มปรากฏบนผนังปูน รอยร้าวสีดำที่แผ่ขยายออกราวกับเส้นเลือดฝอย และสิ่งสำคัญที่สุดคือ... มีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยทะลักออกมาตามรอยแยกนั้น มันเป็นกลิ่นที่เธอจำได้แม่นยำจากบันทึกคดีฆาตกรรมโบราณที่เธอเพิ่งวิเคราะห์ร่วมกับศรุตเมื่อวานนี้ กลิ่นของโลหิตที่ถูกปิดผนึกไว้ในสุสานไร้ชื่อ เมื่อศรุตมาถึง ประตูห้องไม่ได้ถูกเคาะด้วยมารยาทอันดีงาม แต่ถูกเปิดผ่าด้วยแรงถีบอันทรงพลังของศัลยแพทย์ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ใดๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่ปูดโปนตามสัญชาตญาณดิบ ดวงตาสีเทาเข้มกวาดมองรอบห้องด้วยความเร็วแสง ก่อนจะพุ่งเป้ามาที่รินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง "คุณสมองเสื่อมไปแล้วหรือไง ถึงบอกให้รอเฉยๆ ทำไมไม่ลงไปรอที่ล็อบบี้!" เสียงของศรุตตวาดกร้าวด้วยความหงุดหงิดระคนกังวล ซึ่งเขาพยายามซ่อนมันไว้ใต้มามาดเย็นชา "ฉันไม่ใช่เด็กผู้หญิงไร้เดียงสานะคะศรุต..." รินรดาย้อนกลับทันควัน ดวงตาดื้อรั้นฉายแววท้าทายแม้ใบหน้าจะซีดเผือด "และถ้าคุณตั้งสติแล้วใช้จมูกดมกลิ่นดูสักนิด คุณจะรู้ว่าสิ่งที่อยู่หลังผนังนั่นไม่ใช่ผีสาง แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เรากำลังตามหา" ศรุตชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่สัญชาตญาณนักสืบใต้จิตสำนึกจะทำงาน เขาเดินดุ่มๆ ไปที่ผนังเจ้าปัญหา ปลายนิ้วอุ่นจัดแตะลงบนพื้นผิวปูนที่สั่นสะเทือนเบาๆ จากแรงขูดขีดภายใน เสียงครูดคราดยังคงดังต่อเนื่อง สลับกับเสียงหอบหายใจแผ่วเบาที่ดังลอดออกมาจากรอยแยก "ถอยไป" ศรุตสั่งเสียงต่ำ เขาดึงค้อนเหล็กขนาดเล็กสำหรับงานช่างที่หยิบติดมือมาจากกล่องเครื่องมือในครัวของเธอขึ้นมา "คุณจะทำอะไรคะ?" "ผ่าตัดเปิดแผล... เพื่อดูว่าข้างในมันเน่าเฟะขนาดไหน" สิ้นคำพูดนั้น ศรุตก็ตอกค้อนลงไปที่รอยร้าวบนผนังเต็มแรง เศษปูนและฝุ่นผงคละคลุ้งกระจายไปทั่วอากาศ เสียงปูนแตกดังสนั่นหวั่นไหว รินรดายกมือขึ้นปัดฝุ่นและก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ ขณะที่ศรุตใช้ด้ามค้อนงัดแผ่นปูนชิ้นใหญ่ออกเผยให้เห็นโพรงมืดมิดด้านใน ความมืดทะลักออกมาพร้อมกับไอเย็นจัดและกลิ่นสาบสางที่รุนแรงจนรินรดาต้องยกมือขึ้นปิดจมูก ไม่มีศพ... ไม่มีสัตว์ร้าย... สิ่งที่อยู่ในโพรงผนังนั้นคือห่อผ้าดิบเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังหลายชั้น และตรงกลางของห่อผ้า มีเส้นผมสีดำสนิทจำนวนมากหลุดรุ่ยออกมา พร้อมกับวัตถุโลหะแวววาวที่สะท้อนแสงไฟจากเพดานห้อง ศรุตใช้ปลายค้อนเขี่ยห่อผ้าออกช้าๆ เผยให้เห็นวัตถุด้านในที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึก มันคือตุ๊กตาไม้แกะสลักโบราณรูปทรงบิดเบี้ยว ใบหน้าถูกกรีดด้วยของมีคมจนพรุน และที่น่าตกใจที่สุดคือ... รอบลำคอของตุ๊กตาไม้ตัวนั้น มีสร้อยข้อมือทองคำขาวฝังเพชรเส้นเล็กๆ คล้องอยู่ สร้อยข้อมือเส้นเดียวกับที่รินรดาสวมติดข้อมือซ้ายอยู่ตลอดเวลา... เว้นแต่ว่าตอนนี้ ข้อมือของเธอยังคงสวมมันอยู่ครบถ้วน รินรดาก้มมองข้อมือของตนเองสลับกับวัตถุในผนัง ความหนาวเหน็บแล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลังจนชาไปทั้งร่าง ตุ๊กตาตัวนั้นไม่ได้ถูกซ่อนไว้ในผนังเพื่อทำลายหลักฐาน... แต่มันถูกวางไว้ที่นี่เพื่อ *สะกดรอย* และ *ควบคุม* ลมหายใจของเธอ ก่อนที่ศรุตจะเอ่ยปากพูดอะไร แสงไฟนีออนบนเพดานห้องก็กะพริบถี่ๆ ส องสามครั้งก่อนจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมฉับพลัน เสียงฝีเท้าหนักๆ ลึกลับคู่หนึ่งก็ดังขึ้น *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* จากห้องร้างด้านนอก... ห้องที่ควรจะไม่มีใครอยู่มานานนับปี และเสียงกระซิบแหบพร่าของผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ลอยลอดผ่านรอยแตกของผนังตรงมาที่ข้างหูของรินรดา *"...เจอตัว... แล้วล่ะค่ะ..."* --- ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%